รัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้าน โบรกฯ คาดเอามาแจก 2 แสนลบ. หวั่นเสถียรภาพการคลังระยะยาว

โบรกฯ มองประเด็น กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เป็นบวกในระยะสั้น แต่มีโอกาสเป็นลบในระยะกลาง คาดเงิน 2 แสนล้านบาทแรกมีแนวโน้มจะถูกใช้กับโครงการแจกเงินสด รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” แต่อาจเพิ่มความกังวลของตลาดต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากประเด็นคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท กระทรวงการคลัง (MoF) ระบุว่า วงเงิน 4 แสนล้านบาทนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกจะใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบเชิงลบของราคาพลังงานที่สูง ส่วนที่สองจะถูกนำไปใช้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้เงิน
โดยรัฐบาลระบุว่า พระราชกำหนดดังกล่าวจะทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 68.2% แม้รวมผลกระทบจากการกู้ยืมอื่นๆ อัตราส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 69.9% ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2570 (ตุลาคม 2570) ซึ่งยังคงต่ำกว่ากรอบเพดานทางกฎหมายที่ 70%
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองว่า มาตรการนี้จะเป็นบวกในระยะสั้น แต่มีโอกาสเป็นลบในระยะกลาง เงิน 2 แสนล้านบาทแรกมีแนวโน้มจะถูกใช้กับโครงการแจกเงินสด รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มีความเป็นไปได้ว่างบประมาณของโครงการอาจสูงกว่ารอบก่อนๆ หรือสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยประมาณการไว้ที่ 8 หมื่นล้านบาท
หากมีมาตรการอื่นเพิ่มเติม (เช่น การแจกเงินสดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ) เม็ดเงินโอนจากภาครัฐอาจรวมสูงถึง 2 แสนล้านบาท ผู้ค้าปลีกทุกรายควรได้รับประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันไป เนื่องจากมาตรการอื่นอาจมีข้อจำกัดน้อยกว่าโครงการคนละครึ่ง
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ มาตรการที่จะออกมาภายใต้วงเงินอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อปรับเศรษฐกิจให้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง กระทรวงการคลังกล่าวถึงมาตรการ เช่น การกระจายการใช้พลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน และการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้ คาดว่าจะมีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจรวมถึงแนวคิดที่ถูกเสนอในช่วงที่ผ่านมา เช่น เงินอุดหนุนการซื้อรถ EV (ไม่ว่าจะผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือส่วนลดพิเศษหากนำรถเครื่องยนต์สันดาปเดิมมาแลก)
นอกจากนี้ โปรดทราบว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขหนึ่งของการออกพระราชกำหนด (แทนการออกเป็นพระราชบัญญัติ) คือสถานการณ์ต้องอยู่ในภาวะฉุกเฉินและไม่สามารถรอได้ พรรคฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ระบุว่าจะยกระดับประเด็นนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าข่ายภาวะฉุกเฉินหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าความเคลื่อนไหวนี้จะทำให้กระบวนการสะดุด และมองว่าพระราชกำหนดมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
สุดท้าย ฝ่ายวิจัยย้ำว่า แม้มาตรการนี้จะให้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ก็อาจเพิ่มความกังวลของตลาดต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว แม้ว่ารัฐบาลคาดว่าอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังต่ำกว่า 70% ในปีหน้า แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหากภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามสมมติฐาน รัฐบาลเองก็น่าจะตระหนักถึงประเด็นนี้
ดังนั้น หลังจากพระราชกำหนดนี้เสร็จสิ้น เชื่อว่ารัฐบาลควรเริ่มหารือถึงแนวทางรับมือกับเพดานหนี้ ซึ่งการหารือดังกล่าวอาจไม่เป็นผลดีต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย (SET)
ยอดนิยม
DELTA-HANA-KCE ได้แรงหนุน หลังดัชนี S&P500 ทำนิวไฮอีกครั้ง โบรกฯ มองกรอบ SET แตะ 1,505 จุด
เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เริ่ม 1 มิ.ย. นี้ ได้ใช้แน่นอน โบรกฯ ชี้ 12 หุ้นรับประโยชน์เต็มสูบ
THAI แจงงบสัปดาห์หน้า Q1/69 กำไรวูบ 21% เหลือ 8.02 พันลบ. เหตุท่องเที่ยวชะลอ-ค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่ม
JMART-BTS ระทึก โบรกฯ คาดหลุด SET50/100 ประจำรอบครึ่งหลังปี 69