ตลาดหุ้นไทยเจอแรงขาย เซ่นพิษ Sell in May ผวา! หุ้นใหญ่โดน MSCI หั่นน้ำหนัก

ปีนี้ Sell in May ยังมีโอกาสเกิดขึ้น จากความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยอาจถูกปรับลดน้ำหนัก MSCI รอบเดือน พ.ค. แต่อาจเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น โบรกฯ ชี้ครึ่งแรกอาจเป็นโอกาสทยอยสะสมเพื่อรอการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลัง แนะนำทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง Valuation ไม่แพง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า Sell in May เป็นแนวคิดที่ตลาดมักเผชิญแรงขายในเดือน พ.ค.จากแรงขายทำกำไรหลังช่วงจ่ายปันผล และเดือน พ.ค.เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นไทยมีวันหยุดมากจึงเกิดแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง ก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาว สอดคล้องกับสถิติย้อนหลัง 10 ปี ไม่รวมปีโควิด 2563 ที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเดือน พ.ค.ที่ -1.11% และให้ผลตอบแทนติดลบ 6 ใน 9 ปี
โดยประเมินว่าปีนี้ Sell in May ยังมีโอกาสเกิดขึ้นตามค่าสถิติโดยมีแรงกดดันเพิ่มเติม จากความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยอาจถูกปรับลดน้ำหนักในการทบทวนดัชนี MSCI รอบเดือน พ.ค.ซึ่งจะประกาศผลอย่างเป็นทางการเช้าวันที่ 13พ.ค.ตามเวลาไทยหลัง SET Index ยัง Underperform เมื่อเทียบกับตลาดที่มี Market Cap. ใหญ่ใน MSCI Emerging Market (ไทยบวก 15% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน เทียบกับเกาหลีบวก 54% และไต้หวันบวก 23%)
อย่างไรก็ตามความผันผวนดังกล่าวอาจเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้นหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลายตัวลง ตลาดมีแนวโน้มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานในประเทศมากขึ้น ซึ่งล่าสุด Moody’s ปรับมุมมองอันดับเครดิตไทยจาก Negative เป็น Stable และคงอันดับเครดิตที่ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองเศรษฐกิจและการคลังของไทย
โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐทั้งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่(Mega Projects) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัสขณะที่การเปิดเผย GDP ไตรมาส 1/69 วันที่ 18 พ.ค.หากออกมาดีกว่าคาดการณ์จากการกลับรายการสินค้าคงคลังอาจเป็น Positive Surprise ให้ SET Index รอดพื้นจาก Sell in May ได้ในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือน พ.ค.
ทั้งนี้ เชิงกลยุทธ์หากพิจารณาสถิติย้อนหลัง 10 ปี ของเดือนพ.ค.โดยแบ่งเป็นครึ่งเดือนแรก และครึ่งเดือนหลังพบว่า แรงขายมักกระจุกตัวในช่วงวันที่ 1–15 พ.ค. โดย SET Index ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -1.42% ขณะที่ช่วงวันที่ 16–30 พ.ค. ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 0.34%
ดังนั้นการปรับฐานของ SET Index ในช่วงครึ่งแรกอาจเป็นโอกาสทยอยสะสมเพื่อรอการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังโดยเฉพาะหลังผ่านการประกาศทบทวนดัชนี MSCI แนะนำทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง Valuation ไม่แพง และราคาปรับตัวลงมามากเช่น ADVANC และ GULF ควบคู่กับการเก็งกำไรในกลุ่มที่มีโอกาส Outperform ตามสถิติครึ่งเดือนหลังได้แก่
1. ธนาคารผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 1.16% ความน่าจะเป็นบวก 67% ตลาดมักกลับมาซื้อกลุ่มธนาคารหลังขึ้น XD เพื่อรับ Dividend Yield ที่กลับมาน่าสนใจเช่น SCB, KBANK
2. อาหารและเครื่องดื่มผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 1.34% ความน่าจะเป็นบวก 78% ได้แรงหนุนจากฤดูร้อนที่ยาวนานและโอกาสเข้าสู่เอลนีโย่ช่วงกลางปี ซึ่งอาจหนุนความต้องการเครื่องดื่มและคาดสะท้อนผ่านงบไตรมาส 2/69เติบโตดีได้แก่ ICHI, OSP
3. เกษตรผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 2.43% ความน่าจะเป็นบวก 78% ภาวะอากาศแล้งมีโอกาสหนุนราคายางเป็นบวกต่อ STA, TEGH, TFG
4. ไฟแนนซ์ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 1.78% ความน่าจะเป็นบวก 56%ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองค่าครองชีพ และกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้แก่ TIDLOR, MTC
ยอดนิยม
DELTA ลุ้นแรงเก็งกำไร หลัง ตลท. ไม่ขยาย "แคชบาลานซ์" นักวิเคราะห์ให้แนวต้านที่ 330 บาท
ตลาดหุ้นไทยเจอแรงขาย เซ่นพิษ Sell in May ผวา! หุ้นใหญ่โดน MSCI หั่นน้ำหนัก
PTTGC แจ้งงบวันนี้! ลุ้น Q1/69 พลิกกำไร 3 พันลบ. ปิดซ่อมบำรุงลดลง-สเปรดดีขึ้น
โบรกฯ แนะ ขายทำกำไร TTB แม้ประกาศซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 มองกำไรจะถูกกดดันจาก NIM ที่ลดลง