Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 05-05-2569 (Sell in May..พลิกจังหวะให้เป็นโอกาส)


05 พฤษภาคม 2569

Sell in May_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

สวัสดีเดือนพฤษภาคม..เดือนที่ 5/12 ของปีแล้ว..และทุกปีนักลงทุนมักคุ้นเคยกับคำว่า Sell in May  สำหรับปีนี้บอกได้ว่าบรรยากาศก็ไม่ได้ต่างออกไปมากนัก ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าตลาดหุ้นไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องถึง 4 วันหลังปิดการซื้อขายวันที่ 30 เมษายน ซึ่งดัชนี SET ปิดที่ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 1.95 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 60,940.47 ล้านบาท แม้ภาพที่เห็นอาจดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ถ้าดูให้ลึกจะพบสัญญาณที่ชวนให้ต้องคิดตาม เมื่อแรงซื้อหลักมาจากกองทุนในประเทศที่ซื้อ 1,951 ล้านบาท และต่างชาติซื้อเพียงเล็กน้อยที่ 228 ล้านบาท ขณะที่โบรกเกอร์และรายย่อยกลับเป็นฝั่งขายออกมาอย่างชัดเจน

ข้อมูลการซื้อขายกำลังสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยมีความลังเล...มากกว่าความมั่นใจ เนื่องจากเงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งเรื่อง Valuation ตลาดที่เริ่มตึงตัวหลังจากปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี การทยอยขึ้น XD ของหุ้นใหญ่ที่ทำให้แรงซื้อใหม่หายไป รวมถึงความเสี่ยงจาก Fund Flow ต่างชาติที่มีโอกาสไหลออกจากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI

เมื่อมองลึกไปอีกระดับ จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของตลาด โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนของหลายอุตสาหกรรม นั่นจึงทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP รวมถึงหุ้นอุตสาหกรรมอย่าง SCC อาจยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสำหรับการเข้าลงทุน หากราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวในระดับสูงและผันผวน

ขณะเดียวกัน หุ้นขนาดใหญ่ที่เคยเป็นตัวนำตลาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารอย่าง SCB และ KBANK หรือกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคอย่าง GPSC ต่างเริ่มเข้าสู่ช่วงพักฐาน หลังผลประกอบการไตรมาส 1 ออกมาในลักษณะที่ไม่ได้สร้างความประหลาดใจเชิงบวกมากนัก ส่งผลให้แรงซื้อใหม่ยังไม่เข้ามาหนุนราคาอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับหุ้นในกลุ่มบริโภคและบริการอย่าง CPALL, CRC, HMPRO และ AOT ที่เริ่มเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม กูรูไม่ได้มอง Sell in May ปีนี้ในเชิงลบทั้งหมด ค่ายแรกชี้ว่าจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีว่าดัชนีในเดือนพฤษภาคมมักเคลื่อนไหวในกรอบ -0.3% ถึง -4% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรง แต่เป็นลักษณะของการแกว่งตัวและพักฐานมากกว่า สอดคล้องกับมุมมองของบล.กสิกรไทยที่ประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,420-1,510 จุด และเตือนว่า Fund Flow มีแนวโน้มไหลออกมากกว่าไหลเข้า เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับภูมิภาค

ส่วนกูรูอีกค่ายมองว่าช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนเป็นจังหวะของการทำ Sector Rotation หรือการเปลี่ยนกลุ่มลงทุน มากกว่าการขายหุ้นทิ้งทั้งพอร์ต ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของเจ๊จิ๋มที่เห็นว่าในช่วงที่ตลาดยังไม่มีทิศทางชัดเจน การเลือกอยู่ในกลุ่มที่เหมาะสมสำคัญกว่าการออกจากตลาดไปทั้งหมด

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการขายออกทั้งหมด แต่เป็นการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม หุ้นที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ เช่น กลุ่มธนาคารและสินค้าโภคภัณฑ์ อาจต้องลดน้ำหนักลงชั่วคราว แล้วโยกเงินไปยังหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL และ CPAXT ที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ที่มีรายได้สม่ำเสมอและมีความผันผวนน้อยกว่า

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS และ BH ยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับการลดความผันผวนของพอร์ต ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA และ HANA แม้จะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความต้องการด้าน AI และอุตสาหกรรมชิปทั่วโลก

ในทางกลับกัน หุ้นที่ควรระมัดระวังในช่วงนี้คือหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงจนระดับมูลค่าตึงตัว เช่น JMART และ SGC ซึ่งมีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรสูง รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง ซึ่งอาจเห็นแรงกดดันต่อผลประกอบการในไตรมาส 2 ชัดเจนมากขึ้น

โดยสรุปแล้ว Sell in May ในปี 2569 อาจไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้นของตลาด แต่เป็นเพียงช่วงเวลาที่ตลาดต้องการพักเพื่อรอปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะความชัดเจนของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังและพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากมีสัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้น ตลาดก็มีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ท้ายที่สุด มุมมองของเจ๊จิ๋มยังคงเหมือนเดิม โอกาสในตลาดหุ้นไม่เคยหายไป เพียงแต่ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเห็นพร้อมกัน วินัยในการลงทุน การเลือกหุ้นอย่างรอบคอบ การไม่ไล่ราคา และการถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอจังหวะ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงเวลาแบบนี้