สรุป 4 กลยุทธ์ ที่ SCGD ใช้ฝ่าวิกฤตโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ

บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน โชว์ไตรมาส 1/2569 กำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง
เห็นได้จากสถานะการเงินของ SCGD ในช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท อีกทั้งโครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า
และ เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ ผ่าน 4 แนวทางเชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
แม่ทัพใหญ่ “นำพล มลิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมี EBITDA on Sales 14.1% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน และใกล้เคียงไตรมาสก่อน เป็นผลมาจาก จากการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานและการลงทุนของ SCGD ส่งผลให้บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน ควบคู่กับการมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
โดย SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว โดยมี 4 แนวทางดังนี้
1.ยกระดับ PRIME เวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโต สู่ฐานการผลิตและส่งออกหลัก ในไตรมาสที่ 1/2569 PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอยู่ที่ 11.8 ล้านตารางเมตร โดยสามารถขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามและส่งออกได้กว่า 3.9 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน
ล่าสุด บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 6.6 ล้านตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท ที่โรงงาน PRIME Pho Yen เวียดนาม ส่งผลให้เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 PRIME จะมีกำลังการผลิตเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศที่เติบโตรวมถึงการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ
2.รวมศูนย์สายการผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เป็นการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพในการผลิต (productivity) ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหาร พร้อมลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ รองรับความต้องการตลาดกระเบื้องขนาดใหญ่และหลากหลายรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับกระเบื้องนำเข้า คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2570 โดยจะมีกำลังการผลิตรวมที่ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการตลาด ด้วยความเข็งแกร่งของต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำและส่วนแบ่งการตลาดในไทยได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การรวมศูนย์การผลิตส่งผลให้บริษัทคาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาผลตอบแทนของโครงการหลังการรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว โครงการยังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return : IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัทตามประมาณการในปัจจุบัน
ทั้ง 2 โครงการสะท้อนกลยุทธ์ Regional Optimization ของ SCGD ที่มุ่งบริหารฐานการผลิตแบบองค์รวมเพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
3.ตอบสนองความต้องการทุกกลุ่มลูกค้า ด้วยจุดแข็งความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง (Deep Customer Insight) ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ
สำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 36% ของรายได้จากการขายทั้งหมด และสินค้ากลุ่ม Smart Value (SVP) ซึ่งเป็นสินค้าที่คุณภาพดีผ่านมาตรฐาน ราคาจับต้องได้ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคให้ครบทุกเซกเมนท์ในช่วงตลาดชะลอตัว โดยมียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้จากการขาย
4.การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกว่า 25% จากการติดตั้งหน่วยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่ Hot Air Generator (HAG) ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรีเพิ่มเติม ซึ่งได้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ที่ผ่านมา โดยบริษัทมีสัดส่วนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แล้วกว่า 13.6%
“ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SCGD ในการปรับตัวเชิงรุก อาศัยจุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้เล่นในอาเซียน สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพการแข่งขันในตลาด ผ่านการให้บริหารจัดการฐานการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า” นายนำพล กล่าว
ยอดนิยม
UAE ถอนตัวออก “โอเปก” สร้างความไม่แน่นอนต่อน้ำมันโลก โบรกฯ ชี้เป็นจังหวะเก็งกำไรหุ้นพลังงาน
DELTA ทะยานแน่! โบรกฯ ชี้ถ้าหลุดแคชบาลานซ์ ราคาหุ้นจ่อพุ่ง 360 บาท
“บอย ท่าพระจันทร์” จัดหนัก! เข้าซื้อ PLANB เพิ่ม 2.8 ล้านหุ้น ดันมูลค่าถือกว่า 438 ล้านบาท
BJC โดนลงโทษ! โบรกฯ หั่นประมาณการหนัก หลังคาดกำไร Q1-2/69 ดิ่งแรง