Talk of The Town

สรุป 4 กลยุทธ์ ที่ SCGD ใช้ฝ่าวิกฤตโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ


29 เมษายน 2569

SCGD_info-ปก_0.jpg

บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน โชว์ไตรมาส 1/2569 กำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง 

เห็นได้จากสถานะการเงินของ SCGD ในช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท อีกทั้งโครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า 

และ เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ ผ่าน 4 แนวทางเชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

แม่ทัพใหญ่ “นำพล มลิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมี EBITDA on Sales 14.1% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน และใกล้เคียงไตรมาสก่อน เป็นผลมาจาก จากการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานและการลงทุนของ SCGD ส่งผลให้บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน ควบคู่กับการมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

โดย SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว โดยมี 4 แนวทางดังนี้ 

1.ยกระดับ PRIME เวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโต สู่ฐานการผลิตและส่งออกหลัก ในไตรมาสที่ 1/2569 PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอยู่ที่ 11.8 ล้านตารางเมตร โดยสามารถขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามและส่งออกได้กว่า 3.9 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน 

ล่าสุด บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 6.6 ล้านตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท ที่โรงงาน PRIME Pho Yen เวียดนาม ส่งผลให้เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 PRIME จะมีกำลังการผลิตเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศที่เติบโตรวมถึงการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ 

2.รวมศูนย์สายการผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เป็นการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพในการผลิต (productivity) ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย  และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหาร พร้อมลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ รองรับความต้องการตลาดกระเบื้องขนาดใหญ่และหลากหลายรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับกระเบื้องนำเข้า คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2570 โดยจะมีกำลังการผลิตรวมที่ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการตลาด ด้วยความเข็งแกร่งของต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำและส่วนแบ่งการตลาดในไทยได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การรวมศูนย์การผลิตส่งผลให้บริษัทคาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาผลตอบแทนของโครงการหลังการรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว โครงการยังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return : IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัทตามประมาณการในปัจจุบัน

ทั้ง 2 โครงการสะท้อนกลยุทธ์ Regional Optimization ของ SCGD ที่มุ่งบริหารฐานการผลิตแบบองค์รวมเพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว 

3.ตอบสนองความต้องการทุกกลุ่มลูกค้า ด้วยจุดแข็งความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง (Deep Customer Insight) ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ  

สำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 36% ของรายได้จากการขายทั้งหมด และสินค้ากลุ่ม Smart Value (SVP) ซึ่งเป็นสินค้าที่คุณภาพดีผ่านมาตรฐาน ราคาจับต้องได้ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคให้ครบทุกเซกเมนท์ในช่วงตลาดชะลอตัว โดยมียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้จากการขาย 

4.การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกว่า 25% จากการติดตั้งหน่วยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่ Hot Air Generator (HAG) ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรีเพิ่มเติม ซึ่งได้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ที่ผ่านมา โดยบริษัทมีสัดส่วนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แล้วกว่า 13.6%

“ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SCGD ในการปรับตัวเชิงรุก อาศัยจุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้เล่นในอาเซียน สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพการแข่งขันในตลาด ผ่านการให้บริหารจัดการฐานการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า” นายนำพล กล่าว

SCGD_info_0.jpg