Talk of The Town

SCGD เปิดงบ Q1 แข็งแกร่ง โชว์กำไร 247 ล้านบาท เติบโต 14% ชู 4 แนวทางเชิงรุก หนุนโตระยะยาว


28 เมษายน 2569

SCGD เปิดงบ Q1_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

SCGD เผยผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้เผชิญความผันผวนจากตลาดโลก พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ผ่าน 4 แนวทางเชิงรุกโตระยะยาว ได้แก่ ผลักดันให้เวียดนามเป็นฐานการผลิต-ส่งออกหลัก เร่งขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่โรงงาน Pho Yen รองรับดีมานด์ทั้งในเวียดนามและส่งออกตลาดโลก อีกทั้งรวมศูนย์การผลิตไทยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มความสามารถทำกำไรและแข่งขันสินค้านำเข้า ตั้งไทยเป็น Hub of Innovation มุ่งพัฒนาสินค้า HVA รองรับดีมานด์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง  

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงแข็งแกร่ง มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญภาวะตลาดที่ผันผวนและท้าทาย โดยมีกำไรส่วนที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมี EBITDA on Sales 14.1% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน และใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า หากไม่รวมผลกระทบจากการอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากการขายลดลงเพียง 4% จากปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายที่เวียดนามเพิ่มสูงขึ้น 

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธุรกิจจะได้ผลกระทบในวงจำกัด และมีปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลางน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่ SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว โดยมี 4 แนวทางดังนี้ 

1. ยกระดับ PRIME เวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโต สู่ฐานการผลิตและส่งออกหลัก ในไตรมาสที่ 1/2569 PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอยู่ที่ 11.8 ล้านตารางเมตร โดยสามารถขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามและส่งออกได้กว่า 3.9 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน 

ล่าสุด บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 6.6 ล้านตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท ที่โรงงาน PRIME Pho Yen เวียดนาม ส่งผลให้เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 PRIME จะมีกำลังการผลิตเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศที่เติบโตรวมถึงการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ 

2. รวมศูนย์สายการผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เป็นการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพในการผลิต (productivity) ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย  และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหาร พร้อมลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ รองรับความต้องการตลาดกระเบื้องขนาดใหญ่และหลากหลายรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับกระเบื้องนำเข้า คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2570 โดยจะมีกำลังการผลิตรวมที่ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการตลาด ด้วยความเข็งแกร่งของต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำและส่วนแบ่งการตลาดในไทยได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การรวมศูนย์การผลิตส่งผลให้บริษัทคาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาผลตอบแทนของโครงการหลังการรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว โครงการยังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return : IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัทตามประมาณการในปัจจุบัน

ทั้ง 2 โครงการสะท้อนกลยุทธ์ Regional Optimization ของ SCGD ที่มุ่งบริหารฐานการผลิตแบบองค์รวมเพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว 

3. ตอบสนองความต้องการทุกกลุ่มลูกค้า ด้วยจุดแข็งความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง (Deep Customer Insight) ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ  

สำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 36% ของรายได้จากการขายทั้งหมด และสินค้ากลุ่ม Smart Value (SVP) ซึ่งเป็นสินค้าที่คุณภาพดีผ่านมาตรฐาน ราคาจับต้องได้ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคให้ครบทุกเซกเมนท์ในช่วงตลาดชะลอตัว โดยมียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้จากการขาย 

4. การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกว่า 25% จากการติดตั้งหน่วยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่ Hot Air Generator (HAG) ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรีเพิ่มเติม ซึ่งได้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ที่ผ่านมา โดยบริษัทมีสัดส่วนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แล้วกว่า 13.6%

“ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SCGD ในการปรับตัวเชิงรุก อาศัยจุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้เล่นในอาเซียน สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพการแข่งขันในตลาด ผ่านการให้บริหารจัดการฐานการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานและการลงทุนของ SCGD บริษัทสามารถสะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน ควบคู่กับการมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว” นายนำพล กล่าว

สำหรับคาดการณ์ตลาดในช่วงไตรมาส 2 ประเมินว่าสถานการณ์ในประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังคงเติบโตอย่ำงต่อเนื่อง โดยในประเทศเวียดนาม ตลาดเติบโตต่อเนื่อง จากการจากการเร่งความคืบหน้าโครงการก่อสร้างก่อนเข้าหน้าฝนและภาครัฐลงทุนต่อเนื่อง แต่อาจมีปัจจัยเรื่องค่าเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องติดตาม

โดยภาครัฐมีมาตรการลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบ ด้านต้นทุนและหนุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม อาทิ การปรับลดภาษีน้ำมันมาตรการพยุงราคา และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ส่วนประเทศ อินโดนีเซียตลาดคาดการณ์เติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ในวงจำกัดเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

ขณะที่ประเทศไทยตลาดยังอ่อนตัว ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและอยู่ในภาวะรอดูทิศทางนโยบายภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ด้านฟิลิปปินส์คาดการณ์ตลาดอ่อนตัวจากภาวะเงินเฟ้อ และความต้องการในประเทศที่อ่อนตัวลง ราคา LPG และน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น

ขณะที่นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่า “สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจสุขภัณฑ์ โดยเฉพาะในอาเซียน ทั้งจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศ 

โดยมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศกว่า 141 ล้านบาท พร้อมเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย จาก 201 รายในปีก่อน ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพบลูกค้าและพันธมิตร พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันใหม่ ๆ ของบริษัท ในด้านนวัตกรรม PRIME เวียดนามยังได้พัฒนากระเบื้องที่ผสานเทคโนโลยีพื้นผิว สามารถดูดซับแสงในเวลากลางวันและคายแสงในสภาพแสงน้อย เพิ่มมิติการใช้งานของผลิตภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มียอดขายกว่า 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยมีสินค้าหลัก เช่น ปูนกาวยาแนว แผ่นท็อปเคาน์เตอร์ครัว และบานประตูหน้าต่าง