Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 27-04-2569 (ทุกเรื่องครบ..จบที่นี่! หุ้นแบงก์-MSCI-น้ำมัน-ไทยช่วยไทยเฟส2)


27 เมษายน 2569

Gossip Station ทุกเรื่องครบ.จบที่นี่! 1-1_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

หลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา..เจ๊ไม่อาจตัดใจทิ้งประเด็นไหนไปได้เลย เริ่มตั้งแต่เรื่องของหุ้นในกลุ่มแบงก์ เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก ‘Negative’ มาเป็น ‘Stable’ ทำให้เมื่อ 22 เม.ย. ทาง Moody’s มีการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ ของสถาบันการเงินไทย 7 แห่ง จาก "เชิงลบ (Negative)" ขึ้นมาเป็น "มีเสถียรภาพ (Stable)" ด้วย ได้แก่ BBL, EXIMT, KBANK, KTB, SCB,SCBX และ TTB พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) เดิมของทุกแห่งไว้

คำถามคือ..แล้วยังไงต่อ??? คำตอบจากเจ๊สำหรับประเด็นนี้ เป็นเรื่อง Positive แต่ไม่ใช่ Game changer ถ้าจะให้ความเห็นคือ 

เหมาะกับการ “ถือเพิ่มเล็กน้อย” มากกว่า “all-in” และ ใช้เป็นจังหวะ “selective buy”

แต่ถ้าจะโฟกัสไปลึกๆ จากที่ไปหาข้อมูลมาซัพพอร์ตได้คำแนะนำคือ  หากมีพอร์ต 100% สำหรับเจ๊แล้วจะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ

หุ้นที่เน้นความมั่นคง + ต่างชาติชอบ สัดส่วนราว 50%

→ BBL

* งบดุลแข็งสุดในกลุ่ม

* ลูกค้าธุรกิจ/ต่างประเทศเยอะ

* ได้ประโยชน์เต็มจากเครดิตประเทศดีขึ้น

→ KTB 

* เกี่ยวกับภาครัฐสูง

* รายได้ค่อนข้างเสถียร 

หุ้นที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น สัดส่วนราว 35%

→ KBANK 

* เป็นหุ้นที่โดนต่างชาติเล่นมากสุด

* Sensitive กับเศรษฐกิจ → ถ้าฟื้น จะเด้งแรง

→ SCBX

* มีสตอรี่ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง tech / digital / venture

* valuation มี story มากกว่าแบงก์ทั่วไป

หุ้นปันผล สัดส่วนราว 15%

→ TTB 

* ปันผลสูง

* โครงสร้างต้นทุนดีขึ้นหลังควบรวม ..เหมาะกี่การถือเพื่อรอรับผลตอบแทนจากเงินปันผล 

ต่อมาคือเรื่องของ MSCI มีรายงานข่าวว่าเตรียมปรับวิธีคํานวณ Free Float ให้ละเอียดขึ้นในรอบ พ.ค. 69 จะทําให้ตลาดหุ้นไทยอาจถูกลดนาหนักเชิงสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับกลุ่ม EM ราว 1-1.5% คิดเปนเม็ดเงินไหลออกราว 1.8- 2.0 พันลบ. ซึ่งอยู่ในระดับ ที่ตลาดรับมือได้ โดยหุ้นเสี่ยงคือหุ้นใหญ่ที่มี Free Float ต่ำหรือคาบเกี่ยวเกณฑ์ปัดเศษใหม่ เรื่องนี้กูรูแนะนําให้รอประกาศจาก MSCI กลาง พ.ค.นี้

ส่วนเรื่องน้ำมัน กบง. มีมติลดราคาดีเซล แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 (24 เม.ย.–9 พ.ค.) ลดราคา 5 บาท/ลิตร และช่วงที่ 2 (10-19 พ.ค.) ลดราคา 3 บาท/ลิตร ด้าน กบน. ประกาศลดราคาดีเซลลง 1.50 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.นี้..เรื่องนี้สรุปได้เลยว่าส่งผลลบต่อกําไรกลุ่มโรงกลั่น

ประเด็นราคาน้ำม้นกูรูหุ้นมีความเห็นว่าเป็นลบต่อธุรกิจโรงกลั่นจากความเสี่ยงด้านนโยบาย (policy risk) ที่สูงขึ้นจากการแทรกแซง ex-refinery price โดยภาครัฐ แต่อีกมิติยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและราคาน้ำมันดิบ  ที่แข็งแกร่งจากผลกระทบของภาวะอุปทานขาดแคลน  ที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเชื่อว่าหุ้นโรงกลั่นจะรายงานกำไรปกติในไตรมาสแรกปีนี้แข็งแกร่ง มีแรงหนุนจาก GRM ที่สูงขึ้นและการรับรู้กำไรจากสต๊อก (stock gain net of NRV)

และเรื่องสุดท้ายของวันนี้ จากที่ทั่นนายกฯ  ออกมาเปิดรายละเอียดของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยสาระสำคัญคือการปรับรูปแบบจากเดิมที่รัฐร่วมจ่ายแบบ 50:50 มาเป็นการโอนเงินให้ประชาชนโดยตรงเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมทั้งสิ้น 4,000 บาทต่อคน พร้อมทั้งเปลี่ยนเป้าหมายจาก “กระตุ้นเศรษฐกิจ” มาเป็น “ช่วยเหลือประชาชน” อย่างชัดเจน ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ในมุมของเจ๊...มองว่าอานิสงส์ของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปลี่ยนไปจากเดิมที่จำกัดอยู่ในร้านค้าขนาดเล็ก มาเป็นการเปิดกว้างให้เม็ดเงินกระจายไปยังภาคค้าปลีกสมัยใหม่และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น ซึ่งแปลว่าผู้เล่นรายใหญ่จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากกว่าที่ผ่านมา

กลุ่มแรกที่เห็นภาพชัดที่สุดคือกลุ่มพาณิชย์ โดยเฉพาะ CPALL ที่มีเครือข่าย 7-Eleven ครอบคลุมทั่วประเทศ และมีสินค้าในระดับราคาที่เหมาะกับการใช้จ่ายรายวัน ทำให้มีโอกาสดึงเม็ดเงินจากโครงการได้มากที่สุด ขณะที่ CPAXT ซึ่งครอบคลุมทั้ง Makro และ Lotus’s จะได้อานิสงส์ทั้งจากผู้บริโภคโดยตรงและร้านค้ารายย่อยที่เข้ามาซื้อสินค้าไปขายต่อ ส่วน BJC เจ้าของ Big C ก็มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากยอดขายสินค้าอุปโภคที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ถัดมาคือกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเจ๊จิ๋มมองว่าเป็น “ปลายทางของการใช้เงิน” อย่างแท้จริง สินค้ากลุ่มนี้มีราคาจับต้องได้และเป็นสินค้าซื้อซ้ำ จึงมีโอกาสเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ CBG และ OSP ในกลุ่มเครื่องดื่ม รวมถึง ICHI, SNNP และ SAPPE ที่เกาะกระแสสินค้าใหม่และพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดี

ในฝั่งของระบบการเงิน KTB ถือเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเป็นผู้ดูแลแอปฯ “เป๋าตัง” ไม่ใช่แค่เรื่องค่าธรรมเนียม แต่รวมถึงการต่อยอดฐานผู้ใช้งานในระยะยาว ขณะที่ธนาคารอื่นอย่าง KBANK, SCB, BBL, TTB, BAY และ KKP รวมถึงธนาคารอื่นที่เจ๊จิ๋มไม่ได้พูดถึงจะได้รับผลบวกทางอ้อมจากการหมุนเวียนของเงินในระบบที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์

เช่นเดียวกับกลุ่มลีสซิ่ง ไม่ว่าจะเป็น MTC, SAWAD, TIDLOR, THANI, ASK, MICRO, SAK และ HENG ที่มีโอกาสเห็นการชำระหนี้ดีขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้าน NPL ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าในระยะถัดไป

ขณะที่หุ้นในกลุ่มสนับสนุนอย่าง EPG, SFLEX และ UNIX ก็ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ที่จะได้แรงหนุนจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นจากธุรกรรมและการเข้าถึงข้อมูลผ่านมือถือ

อย่างไรก็ตาม เจ๊จิ๋มอยากย้ำว่า แม้ภาพรวมจะดูเป็นบวก แต่ราคาหุ้นหลายตัวอาจสะท้อนข่าวดีไปล่วงหน้าแล้วบางส่วน ดังนั้น “จังหวะ” ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาปรับขึ้นแรงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะนัก การรอจังหวะย่อตัว หรือเลือกหุ้นที่ยังมีส่วนต่างจากราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า

เจ๊จิ๋มยังคงมองว่า โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของนโยบายและปัจจัยภายนอกที่ยังผันผวน