Talk of The Town

เปิดผลเสีย! เมื่อรัฐบาลจ่อกู้เงิน 5 แสนลบ. กูรูเตือน! ไทยเสี่ยงถูก “หั่นเครดิต”


21 เมษายน 2569

เปิดผลเสีย!_S2T (เว็บ)_0.jpg

จับตาประเด็นรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และการขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ
GDP จากกรอบเดิม 70% เพิ่มเป็น 75% นักวิเคราะห์ชี้ความสามารถในการชำระหนี้ของไทยเสี่ยง หลังเศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพ แถมเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย เสี่ยงถูกปรับลด CREDIT RATING หากฐานะทางการคลังในไทยอ่อนแอ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤติพลังงานลากยาว ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนให้รัฐบาลออกแผนพยุงเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม ซึ่งนโยบายที่น่าจับตา คือ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และการขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จากกรอบเดิม 70% เพิ่มเป็น 75% เพื่อเพิ่มความสามารถในการกู้เงิน

ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66.1% ภายใต้กรอบเพดานหนี้ 70% คาด รัฐบาลจะยังเหลือรูมในการกู้อีกราว 7.5 แสนล้านบาท (หากเศรษฐกิจไทยไม่เติบโต) และในกรณีที่กรอบ เพดานหนี้เป็น 75% จะเปิดช่องกู้ได้เพิ่ม 9.5 แสนล้านบาท รวมเป็น 17 ล้านล้านบาท

โดยเมื่อพิจารณาระดับหนี้สาธารณะ/GDP (2573) ของไทย (68.9%) แม้จะต่ำกว่าหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น (222.2%), สหรัฐฯ (143.4%), จีน (116.1%), ยุโรป (92.2%) เป็นต้น ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ แต่ยังสูงกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบในแถบประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม (30.6%) ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของไทยอาจมีอุปสรรค เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจยังต่ำกว่าศักยภาพ (IMF คาด GDP ไทยปี 2569 โตแค่ 1.5%)

ขณะที่การขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อเพิ่มพื้นที่การคลังในไทยนั้น จะเป็นการเพิ่มภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย อาจกระทบต่อรายได้ภาครัฐและการจัดทำงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งจะจำกัดงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ เสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวหากการกู้เงินไม่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า

นอกจากนี้ไทยยังมีความเสี่ยงที่ถูกปรับลด CREDIT RATING หากฐานะทางการคลังในไทยอ่อนแอ เหมือนกับตอนที่ MOODY'S ปรับแนวโน้มเครดิตประเทศไทยจาก STABLE เป็น NEGATIVE ครั้งแรกในรอบ 17 ปี เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 68