รายงานพิเศษ : SAFE เกาะเมกะเทรนด์ IVF โลก ดีมานด์ต่างชาติพุ่ง หนุนรายได้โต ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ

SAFE เดินหน้าขยายธุรกิจรับกระแสความต้องการรักษาผู้มีบุตรยากที่เติบโตทั่วโลก โดยเฉพาะการไหลเข้าของลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เล็งใช้เทคโนโลยี AI ยกระดับบริการและเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตในระยะยาว
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดที่ลดลง และพฤติกรรมการมีบุตรที่ช้าลง ธุรกิจด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก หรือ IVF (In Vitro Fertilization) ได้กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่องในระดับโลก
ประเทศไทยเองถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของการรักษาผู้มีบุตรยากในภูมิภาคเอเชีย ด้วยจุดแข็งด้านมาตรฐานทางการแพทย์ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และต้นทุนการรักษาที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ไทยมีศักยภาพในการเป็น “Medical Hub” โดยเฉพาะในกลุ่มบริการด้าน IVF ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
บมจ.เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) หนึ่งในผู้ให้บริการด้านการรักษาผู้มีบุตรยากที่พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยนพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 10% จากปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจหลักที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเสริมการเติบโต คือการเพิ่มขึ้นของลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศอินเดีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ลูกค้าบางส่วนที่เคยใช้บริการในภูมิภาคดังกล่าวหันมาเลือกประเทศไทยแทน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของดีมานด์ในตลาด IVF และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการดึงดูดลูกค้าระดับนานาชาติ
ในภาพรวม อุตสาหกรรมการรักษาผู้มีบุตรยากยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2573 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานที่ช้าลงของคนรุ่นใหม่ ความเครียดจากวิถีชีวิตในเมือง การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้ความต้องการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการรักษา IVF ทำให้ผู้เข้ารับบริการมีความมั่นใจมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดขยายตัว ขณะเดียวกัน การเปิดกว้างของสังคมต่อรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย เช่น คู่รักเพศเดียวกัน หรือการมีบุตรในวัยที่มากขึ้น ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม
สำหรับ SAFE การเติบโตในระยะต่อไปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับบริการ แต่ยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุน และการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย การวางแผนการรักษา หรือการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และเพิ่มอัตราการใช้งานของแต่ละสาขาให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกันการที่ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ SAFE สามารถต่อยอดธุรกิจได้ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่แนวโน้ม Medical Tourism กำลังกลับมาฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย
ดังนั้นการตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโตระยะสั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการวางรากฐานธุรกิจเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดผู้มีบุตรยากในอนาคต