หุ้นโรงกลั่นกำไรหาย โบรกฯ คาดเดือนละ 887 ล้านบาท หลังกบง.หั่นราคาดีเซล 2 บาท

กบง.อนุมัติการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาท/ลิตร คาดประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาภายใน 1–2 วัน โบรกฯ ชี้ กระทบต่อกำไรรายเดือนอยู่ที่ 466–887 ล้านบาทสำหรับกลุ่มโรงกลั่นไทย คิดเป็น 5–21% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ชู SPRC ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แย้มหากอัตรากำไรถูกกดต่อเนื่อง อาจทำให้โรงกลั่นลดกำลังการผลิต และนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็น วานนี้ (7 เม.ย.) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ อนุมัติการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาท/ลิตร มาตรการนี้คาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาภายใน 1–2 วัน ก่อนที่จะเสนอให้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาปรับราคาขายปลีกน้ำมัน โดยนโยบายดังกล่าวดาเนินการภายใต้ พรก.ป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานระบุ
ทั้งนี้มองว่า ราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นที่ลดลง 2 บาท/ลิตร เทียบเท่าผลกระทบต่อ GRM ราว 3.6–5.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการผลิตดีเซลของแต่ละโรงกลั่น ทั้งนี้ แม้ Singapore GRM เฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ในเดือน มี.ค. แต่จากการตรวจสอบข้อมูลโรงกลั่น ที่มีหน่วย hydrocracking มี GRM อยู่ที่ 15–20 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ในเดือนดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังกำหนดกรอบ GRM ที่ประมาณ 12–16 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล (เทียบเท่า 3–4 บาท/ลิตร)
โดยประเมินผลกระทบต่อกำไรรายเดือนอยู่ที่ 466–887 ล้านบาทสำหรับกลุ่มโรงกลั่นไทย คิดเป็น 5–21% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือ SPRC เนื่องจากมีสัดส่วนการผลิตดีเซลต่ำขณะที่ผู้ที่ ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ PTTGC จากสัดส่วนการผลิตดีเซลที่สูงถึง 60%
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแทรกแซงราคา มองว่าไม่มี downside risk ต่อประมาณการกำไรของฝ่ายวิจัย โดยสมมติฐาน GRM ปี 2569 อยู่ ที่ 6.0–6.7 ดอลลาร์ฯ/ บาร์เรล ยังต่ำกว่ากรอบที่รัฐกำหนดเพดานอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ยังมี upside ต่อประมาณการได้
อีกทั้งนโยบายนี้ยังไม่รวมผลกำไร ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในการคำนวณ โดยใน เดือน มี.ค. ส่วนต่างราคาน้ามันดีเซล (หลังหักค่าขนส่งและค่าพรีเมี่ยมน้ามันดิบ) อยู่ที่ประมาณ 52 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 130 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ในเดือน เม.ย.
นอกจากนี้ จากการสอบถามข้อมูลจากโรงกลั่นไทยทั้ง 5 แห่ง ระบุว่ายังไม่มีการตอบสนองต่อนโนบายอย่างเป็นทางการ โดยผู้ประกอบการยังคงย้ำถึงการปฏิบัติตามกฎหมายกลไกตลาด และการรักษามูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ขณะที่ความกังวลของฝ่ายวิจัย อยู่ที่การอุดหนุนมากเกินไป หากอัตรากำไรถูกกดต่อเนื่อง อาจทำให้โรงกลั่นลดกำลังการผลิต และนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้
ในทางกลับกัน หากมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันโดยที่โรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามนโยบายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทค้าปลีกน้ำมันอาจต้องรับภาระต้นทุน ซึ่งคล้ายกับภาวะค่าการตลาดถูกกดดันที่เกิดขึ้นในปี 2565
ดังนั้นคงคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” นโยบายดังกล่าวไม่ได้ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไรหรือราคาเป้าหมาย การปรับลดลงของราคาหุ้นหลังการประกาศ ถูกมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเชิงกลยุทธ์ โดยชอบ TOP เนื่องจากได้รับผลกระทบจากนโยบายน้อยกว่า และมีมูลค่าหุ้นที่ถูกที่สุด โดยซื้อขายด้วย PBV ปี 2569 ที่ 0.53 เท่า เทียบกับ 0.65 เท่าของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันของไทย
ยอดนิยม
TISCO ยังจ่ายไหว โบรกฯ คาดอัพไซด์กำไรเริ่มจำกัด ครึ่งปีหลังยังแจกปันผลได้ 5.75 บาท
หุ้นโรงกลั่น เจอเซนติเมนต์ลบ กบง.สั่งลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น หากราคาปรับฐานเป็นจังหวะเก็งกำไร
KCE มีข่าวดีให้ลุ้น โบรกฯ ชี้หากได้งาน AI/datacom อาจดันมูลค่าหุ้นไปถึง 85 บาท
3 หุ้นเด่นรับธีมฟันด์โฟลว์ โบรกฯ คาดโฟลว์ยังเข้า SET ต่อ รับวัฏจักรเทคฯเร่งตัว-กำไรตลาดปรับขึ้น