TISCO รับผลบวกมากสุด น้ำมันแพง ปลุกกระแสรถ EV ยอดจอง Motor Show โตแกร่ง
โบรกฯ มองยอดจองรถ EV งาน Motor Show โตแกร่ง TISCO รับผลบวก หนุนยอดสินเชื่อเช่าซื้อ พร้อมกระแสรถ EV ดันยอดใช้บริการจุดชาร์จ 3 หุ้นปั๊มน้ำมัน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่าสรุปยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 รวม 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน (เพิ่มขึ้น 71.8%) จากปีก่อนหน้า โดย BYD ครองแชมป์อันดับ 1 ตามด้วย Toyota / Omoda & Jaecoo / MG / Changan (DEEPAL-NEVO) อยู่ใน Top 5
โดยมองเป็นกลางต่อหุ้นกลุ่มยานยนต์ แม้ว่ายอดจองรถจะสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นยอดจองรถประเภท EV และเป็นของค่ายจีน ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้รับคำสั่งซื้อน้อยมาก
ขณะที่หากพิจารณายอดผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ที่ ส.อ.ท. รายงานยังคงติดลบ จึงแนะนำ “Underweight” กลุ่มยานยนต์ โดยกลยุทธ์เน้นตั้งรับ และเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ เช่น SAT, STANLY
ทั้งนี้ มองเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ SJWD (ได้ประโยชน์จากการให้เช่าลานจอด ขนส่งรถ และการตรวจสอบสภาพ), SUSCO (จำหน่าย BYD), ASAP (จำหน่าย DEEPAL)
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมมองว่า ยอดจองที่แข็งแกร่งในงาน Motor Show จะเป็นบวกเล็กน้อยต่อธนาคารที่เน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ HP สูง ได้แก่ TISCO (44%), KKP (44%), TTB (28%) และ BAY (20%) เนื่องจากสินเชื่อ HP ของ TISCO มีสัดส่วนรถ EV ประมาณ 9-10% ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม ทำให้ TISCO น่าจะมียอดสินเชื่อ HP เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารต่างๆ ยังคงระมัดระวังในการขยายสินเชื่อ HP เนื่องจากมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อรถ EV คาดว่าธนาคารจะยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อตามหลักความระมัดระวังที่ระดับ low single digit แม้จะมียอดจองที่แข็งแกร่งในงาน Motor Show จึงคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ TISCO, KKP, TTB และ BAY
ขณะเดียวกัน ยอดจอง EV ที่สูงขึ้นในงาน Thailand Motor Show ล่าสุดช่วยสนับสนุนให้ภาพความต้องการสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทยมีความชัดเจนในระยะยาว แต่ผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้นยังคงมีจำกัด ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่
รวมถึงผู้ค้าปลีกน้ำมัน ยังคงขาดทุนหรือสร้างกำไรได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากอัตราการเข้าใช้บริการยังต่ำและมีการลงทุนสูง การขยายสถานีชาร์จของผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ยังคงเป็นไปตามแผนเดิม ซึ่งสะท้อนถึงการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์มากกว่าการเร่งตัวของอุปสงค์
ส่วนหนึ่งของยอดขาย EV ที่เพิ่มขึ้นล่าสุดดูเหมือนจะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ความต้องการสถานีชาร์จจะกลับสู่ระดับปกติเมื่อราคาน้ำมันทรงตัว มองประเด็นนี้ว่าเป็นกลางต่อกลุ่มผู้ค้าปลีกน้ำมัน (OR, BCP, PTG)
ทั้งนี้ มุมมองระมัดระวังสำหรับกลุ่มยานยนต์ การผลิต BEV ในประเทศไทยยังคงมีสัดส่วนน้อย โดยอยู่ที่ 5% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 สำหรับหุ้นภายใต้การวิเคราะห์ของเรา AH มีการปรับตัวเชิงรุกเข้าสู่ตลาด EV โดยปัจจุบันยอดขาย 5% มาจากชิ้นส่วนสำหรับ EV เช่น BYD และ CHANGAN
ในขณะที่ SAT และ STANLY ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เราคาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 48 ล้านคัน สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 2% YoY แต่ต่ำกว่าเป้าหมายของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ 1.5 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการฟื้นตัวเผชิญกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่จะฉุดรั้งความต้องการรถยนต์ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก
นอกจากนี้ในด้านต้นทุน วัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก และเม็ดพลาสติก มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามจากราคาที่สูงขึ้นและการขาดแคลนอุปทาน โดยปกติแล้วผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถปรับราคาขายกับผู้ผลิตรถยนต์ได้หากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น แต่จะมี lag time และมักจะสต็อกวัตถุดิบไว้ประมาณ 1-2 เดือน ในกลุ่มนี้ ชอบ STANLY เนื่องจากคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่แข็งแกร่งที่ 4.4% ในครึ่งปีหลังปี 69 และอาจมีอัพไซด์ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาหุ้น
ยอดนิยม
หุ้นโรงกลั่นเจอปัจจัยลบ เผชิญแรงกดดันจากภาครัฐ จ่อโดนทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น
PTTEP ฟันกำไรจากราคาน้ำมันพุ่ง โบรกฯ คาดเพิ่มทุก 1 เหรียญฯ หนุนกำไรกว่า 1 พันล้านบาท
TISCO รับผลบวกมากสุด น้ำมันแพง ปลุกกระแสรถ EV ยอดจอง Motor Show โตแกร่ง