Talk of The Town

PTTEP ฟันกำไรจากราคาน้ำมันพุ่ง โบรกฯ คาดเพิ่มทุก 1 เหรียญฯ หนุนกำไรกว่า 1 พันล้านบาท


07 เมษายน 2569

PTTEP_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

PTTEP เด่นไม่หยุด! โบรกฯชี้ สงครามอิหร่าน กับ สหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน มีโอกาสยืดเยื้อกว่าสมมติฐานก่อนหน้า คาดดันราคาน้ำมันดิบพุ่งหนัก ชี้ Sensitivity ราคาน้ำมันทุก 1 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลต่อกำไร 1 พันล้านบาท/ปี ราคาเหมาะสม 1.6 บาท

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ TRADING หุ้น PTTEP ประเมินราคาเหมาะสมใหม่ 164.00 บาท โดยมองว่าหุ้นเป็น ตัวเลือกหลักในการ Hedging สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ดี อีกทั้งแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีเร่งตัวขึ้น, เงินปันผลสูง ราคาปัจจุบันมี Div. Yield 5.7%, ความเสี่ยง Regulatory Risk ต่ำ (คาดประกาศงบการเงินไตรมาส 1/69 วันที่ 29-30 เม.ย.)

ทั้งนี้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-70 ขึ้น 1-8% เป็น 6.8 หมื่นล้านบาท โดยรวมขาดทุน Hedging เข้ามาไว้ในประมาณการ และปรับเพิ่ม Liquid Discount ปี 2569 เป็น 5 ดอลลาร์/บาร์เรล ทั้งนี้ประมาณการกำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 8-14% ตามราคาขายก๊าซ และน้ำมัน หากกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ตามคาดจะคิดเป็น 13% ของทั้งปี

แต่ช่วงที่เหลือของปีเร่งตัวขึ้นจาก 1. ขาดทุน Hedging ลดลง 2. การปรับสัญญาขายก๊าซ เดือนเม.ย. และต.ค. 3. ปริมาณขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไตรมาส 4/69 อีกทั้งหากเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่าคาด ประเมิน Sensitivity ราคาน้ำมันทุก 1 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลต่อกำไร 1 พันล้านบาท/ปี ราคาเหมาะสม 1.6 บาท

สำหรับไตรมาส 1/2569 คาดจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท ลดลง 50% จากไตรมาสก่อน และลดลง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงปลายไตรมาส (เดือนมี.ค.) จากเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่าจะรับรู้ขาดทุนจากอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันราว 8.5 พันล้านบาท โดยเฉพาะรายการ Mark-to-market สถานะป้องกันความเสี่ยง ณ สิ้นงวดไตรมาส 1/69 (ราว 21 ล้านบาร์เรล หรือ ราว 10-13% ของปริมาณขายทั้งปี) 

ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยคาด เพิ่ม 7%จากไตรมาสก่อน เทียบกับราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยเพิ่ม 36% จากไตรมาสก่อน  เนื่องจากสัดส่วนการขายกว่า 70% เป็นก๊าซซึ่งเป็นสัญญาราคาขายระยะยาว ขณะที่การจำหน่ายน้ำมันบางโครงการมี Lag-time และอ้างอิงราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าดูไบ 

อย่างไรก็ตามหากนับเฉพาะกำไรปกติ คาดอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 39% จากไตรมาสก่อน และเพิ่ม 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตสูงจากไตรมาสก่อน เพราะราคาขายเฉลี่ยคาด 45.4 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่ม 7% จากไตรมาสก่อน จากอานิสงส์ราคาน้า มันในตลาดโลก 

อีกทั้งปริมาณขาย (รวม Equity-basis จากโครงการ Touat และ SK408) คาดทำได้ 5.50 แสนบาร์เรล เพิ่ม 2% จากไตรมาสก่อน จากการเร่งผลิต โครงการในอ่าวไทยรองรับอุปสงค์ในประเทศ และ ต้นทุนผลิตคาด 29.9 เหรียญสหรัฐ/เทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 7% จากไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงลดลง ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาในการขยายธุรกิจ (One-time) ค่าใช้จ่ายบริหารลดลงตามฤดูกาล

สำหรับความตึงเครียดอิหร่าน กับ สหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะกำหนดเส้นตายบรรลุข้อตกลงเปิดฮอร์มุซของคุณทรัมป์ (ล่าสุดขยายเวลาเป็นวันที่ 8 เม.ย. ประมาณ 7 โมงเช้าตามเวลาไทย) แม้ว่าหากทั้ง 2 ฝ่ายสามารกลับเข้าสู่การเจรจา และเปิดใช้งานฮอร์มุซอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม คาดอุปทานน้ำมันจะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ในทันที เพราะ การบริหารจัดการจราจรเรือขนส่งที่สะสมค้างในอ่าวเปอเซียร์จำนวนมาก การซ่อมแซมแหล่งผลิตน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกโจมตี  การฟื้นฟูอัตราใช้กำลังผลิต (Ramp up) ของแหล่งปิโตรเลียมที่หยุดผลิตจากปัญหาระบายสินค้าคงคลังในช่วงก่อน 

นอกจากนี้สถานการณ์กำลัง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 มีโอกาสยืดเยื้อกว่าสมมติฐานก่อนหน้า (กลับสู่ภาวะปกติใน 2 เดือน)  ปรับสมมติฐาน ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2569 เป็น 85 เหรียญฯ/บาร์เรล (เดิม 75 เหรียญฯ/บาร์เรล) แต่คงสมมติฐานปี 2570 ที่ 70 เหรียญฯ/บาร์เรล