“ทรัมป์” ส่งสัญญาณ สงครามกับอิหร่านใกล้จบ? โบรกฯ ชี้หุ้นเด่นจ่อรับอานิสงส์

สัญญาณสงครามคลี่คลาย พร้อม “ยุติสงคราม” โบรกฯ คาดจะเกิดพฤติกรรมการย้ายเม็ดเงินลงทุน (FUND FLOW) อย่างชัดเจน ชี้สินทรัพย์ที่เคยติดลบในช่วงสงคราม จะกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างโดดเด่น แนะเก็งกำไรหุ้นที่ตอบรับประเด็นสงครามไปมากลงลึกเกิน 10% ในเดือนที่ผ่านมา พร้อมมองเป็น sentiment “บวก” ต่อตลาดหุ้นโดยรวมและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ผลกระทบสงครามสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ลากยาวมานานกว่า 1 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว กำลังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงมากขึ้น สะท้อนจากเงินเฟ้อหลายประเทศโซนยุโรปปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเดือน มี.ค. 69 เมื่อเทียบกับเดินก่อนหน้า อาทิ โครเอเชีย เพิ่ม 4.8% (จากเพิ่ม 3.8%), ออสเตรีย เพิ่ม 3.1% (จากเพิ่ม 2.2%), เนเธอร์แลนด์เพิ่ม 2.7% (จากเพิ่ม 2.4%) เป็นต้น ซึ่งในระยะถัดไปยังต้องติดตามพัฒนาการของสงคราม หากกลับมาเปิดช่อแคบฮอร์มุซ รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มเติม
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงสั้นเห็นสัญญาณผ่อนคลายลงของสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน หลังสำนักข่าวทางการ อิหร่านรายงานการโทรศัพท์ระหว่าง ประธานคณะมนตรียุโรป ANTONIO COSTA กับ ปธน. อิหร่าน MASOUD PEZESHKIAN โดยผู้นำอิหร่านระบุว่า “อิหร่านมีความตั้งใจที่จำเป็นจะยุติสงครามนี้” แต่ต้องมีหลักประกันเพื่อ ป้องกันการรุกรานซ้ำ
ขณะที่ล่าสุดทรัมป์เผยว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากอิหร่านภายใน 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเน้นว่าการทำข้อตกลงกับอิหร่านไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็น และการจบสงครามสหรัฐฯ จะถอนตัวก็ต่อเมื่ออิหร่าน ไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกต่อไป
โดยทำให้ตลาดการเงินมีความคาดหวังว่าสงครามใกล้ยุติ หนุนเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่าเงิน ดอลลาร์หลุด 100 และไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยวานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดขึ้นแรงราว 2.5% ถึง 3.8% และเช้า นี้เกาหลีใต้ บวก 6.2%, ญี่ปุ่นบวก 3.7% ส่วนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ น่าจะเห็นการรีบาวด์เช่นกัน ด้านราคาน้ำมัน BRENT ร่วงลงหลุด 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลางผ่อนคลายลง จะเกิดพฤติกรรมการย้ายเม็ดเงินลงทุน (FUND FLOW) อย่างชัดเจน โดยอ้างอิงจากข้อมูลตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน (วัดหลังจากราคาน้ำมันทำจุดสูงสุด ณ 7 มี.ค.65)
โดยสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวแรง (RISK-ON) สินทรัพย์ที่เคยติดลบในช่วงสงคราม จะกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มคริปโทเคอร์เรนซี (ETHEREUM, BITCOIN) และดัชนีหุ้นต่างประเทศ (MAG-7, สหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น)
ส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยและพลังงานปรับตัวลง สินทรัพย์ที่เคยได้ประโยชน์จากสงคราม เช่น น้ำมันดิบ (WTI, BRENT), ทองคำ (GOLD) และแร่เงิน (SILVER) จะถูกเทขายทำกำไรและให้ผลตอบแทนติดลบ
ขณะที่ดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) พลิกฟื้นจากการติดลบ 2.2% กลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวก 2.9% โดยกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กลุ่มการแพทย์ (HELTH) บวก 8.5% 2.กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) บวก 6.5% 3.กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) บวก 6.3% (สังเกตว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่โดนเทขายหนักที่สุดถึง 12.9% ในช่วงที่สงครามตึงเครียด จึงเกิดการเด้งกลับแรงที่สุดเช่นกัน) 4.กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CONS) บวก 4.9% 5.กลุ่มการเงิน (FIN) บวก 4.6% ซึ่งฝ่ายวิจัยฯมองว่าทั้ง 5 กลุ่มหุ้นดังกล่าวน่าจะ OUTPERFORM SET ได้ค่อนข้างดีในช่วงเวลานี้เช่นกัน
สำหรับสงครามตลอด 1 เดือน กดดันหุ้นโลกย่อตัวลงมา -8.4% และเป็นการปรับตัวลงทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มพลังงานเพียงกลุ่มเดียวที่บวกได้ อย่างไรก็ตามภาพสงครามที่ตอบรับไปมาก และเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายทั้ง 2 ฝ่าย หนุนให้หลายๆ กลุ่มเริ่มรีบาวน์กลับมา
ดังนั้นกลยุทธ์แนะเก็งกำไรหุ้นที่ตอบรับประเด็นสงครามไปมากลงลึกเกิน 10% ในเดือนที่ผ่านมา มีโอกาสฟื้น ในช่วงนี้ได้ อย่าง กลุ่มท่องเที่ยว ERW, MINT, BH ต้นทุนพลังงาน BGRIM, GPSC, CBG, ICHI และ การเงิน TIDLOR, MTC, SAWAD
ส่วนความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณี ประธานาธิบดีอิหร่านส่งสัญญาณพร้อม “ยุติสงคราม” หากสหรัฐฯ มีหลักประกันที่ครบถ้วน โดยเฉพาะการรับประกันว่าจะไม่เกิดการรุกรานซ้ำ ขณะที่ทรัมป์ระบุว่าจะถอนกำลังทหารออกจากอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ โดยวันพุธนี้ 9 p.m. ตามเวลาสหรัฐฯ จะมีการอัพเดตเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอิหร่าน
แม้ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ แต่โดยรวมถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้น ขณะที่เรือสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มขึ้น แม้อาจจะยังไม่มีการเปิดอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม
ดังนั้นมองเป็น sentiment “บวก” ต่อตลาดหุ้นโดยรวมและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้ อย่างกลุ่มโรงไฟฟ้า: GPSC, BGRIM กลุ่มท่องเที่ยว: BA, AOT, CENTEL, MINT, ERW กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: SCC, TOA กลุ่มการเงิน: MTC, TIDLOR และSAWAD
ยอดนิยม
วันนี้ DELTA มีแรงซื้อกลับ หลังพ้นเกณฑ์ปรับ Capped Weighted โบรกฯ ชี้ลุ้น SET พุ่งแตะ 1,480 จุด
หุ้นธนาคารยืนหนึ่ง! ปันผลสูง Valuation ไม่แพง ชู KTB – KBANK – BBL เด่น
หุ้นค้าปลีกมีเฮ! คลังผุด “ไทยช่วยไทยพลัส” คืนชีพกำลังซื้อท่ามกลางวิกฤต