Talk of The Town

“จีดีพี” ไทย เสี่ยงโตแค่ 0.7% สงครามบานปลาย เกิด OIL SHOCK ภาคอสังหาฯชะงัก-คนชะลอลงทุน


23 มีนาคม 2569

“จีดีพี” ไทย เสี่ยงโตแค่ 0.7__S2T (เว็บ)_0.jpg

โบรกฯ คาด 3 ฉากทัศน์บทสรุปสงครามตะวันออกกลาง ผลกระทบเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อไทย ชี้กรณีเลวร้าย สงครามลากยาวเกิน 3 เดือน อาจทำ GDP โตไม่ถึง 0.7% ภาคอสังหาฯหยุดชะงัก นักลงทุนชะลอลงทุน

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่าสถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง 

โดยไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด นอกจากนี้ไทยยังขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งไทยมีข้อจำกัดทางการคลังที่แคบลง 

โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเดือน ม.ค. 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% (สูงกว่าในอดีตปี 2565 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อยู่ระดับ 60%) ซึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถและพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต

เมื่อรัฐบาลมีข้อจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศจึงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น 

ดังนั้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และกดดันกำลังซื้อของประชาชนทันที โดยในปี 2565 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนราคาน้ำมันดิบ BRENT เคยแตะระดับ 120 เหรียญฯต่อบาร์เรล ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และ ดีเซลในไทยเคยแตะระดับ 45 และ 35 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังมี ROOM ให้ราคายังขยับขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะรุนแรงเพียงใด ขึ้นอยู่กับยืดเยื้อของสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (SCENARIOS) ดังนี้ SCENARIO A : การลดความรุนแรงลงภายใน 1 เดือน (โอกาสเกิด 30%) หากสงครามยุติได้เร็ว (คล้ายสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990) ราคาน้ำมันดิบ BRENT จะแกว่งตัวในกรอบ 95-105 เหรียญฯต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด GDP ไทยปี 2569 จะยังเติบโตได้ราว 1.6% ภาคการท่องเที่ยวและ อสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้เร็ว เงินทุนไหลเข้า

SCENARIO B : สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิดสูงสุด 50% - BASE CASE) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (คล้ายช่วงรัสเซีย-ยูเครนปี 2565) ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปที่ 110-120 เหรียญฯต่อบาร์เรล ต้นทุนที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่กดดันจะทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.0-1.3% ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัว ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น และกำไรของภาคธุรกิจ (MARGIN) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

SCENARIO C : สงครามลุกลามและบานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20%) นี่คือกรณีเลวร้ายที่สุด (WORST CASE) ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับวิกฤต OIL SHOCK ในปี 1973-1974 ราคาน้ำมันดิบ BRENT อาจทะยานทะลุ 150- 200 เหรียญฯต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก GDP อาจเติบโตไม่ถึง 0.7% ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะหยุดนิ่ง นักลงทุนชะลอการลงทุน และที่สำคัญ คือ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะ STAGFLATION