Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 13-03-2569 (ถึงเวลา...หลบสงครามมาซบหุ้นอานิสงส์ภาครัฐ!)


13 มีนาคม 2569

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 13-03-2569 (ถึงเวลา...หลบสงครามมาซบหุ้นอานิสงส์ภาครัฐ!)

ถึงเวลา._Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

*******เมื่อสงครามกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญ คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอจึงหนีไม่พ้นว่า...ยังจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์ทั้งหมดนี้จะจบลงเมื่อไร โดยเฉพาะเมื่อยังมีเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นระยะ เช่น การยิงเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “เรือมยุรี นารี” ของบริษัทขนส่งทางเรือสัญชาติไทยอย่าง PSL

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะดูรุนแรงและสร้างความกังวลไม่น้อย...แต่สิ่งที่น่าสนใจคือภาพรวมของตลาดการเงินกลับเริ่มตอบสนองในเชิงผ่อนคลายมากขึ้น!

เหตุผลสำคัญมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาส่งสัญญาณว่าสงครามอาจกำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุด หลังเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในอิหร่านถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกเริ่มเกิดการรีบาวด์ หรือการฟื้นตัวหลังจากที่ความกังวลเริ่มคลี่คลาย

ขณะเดียวกัน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ก็ได้ประกาศมาตรการครั้งสำคัญ ด้วยการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองยุทธศาสตร์จำนวนถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อลดปัญหาอุปทานตึงตัวในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเริ่มย่อตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สิ่งที่ เจ๊จิ๋ม พูดอยู่เสมอว่า “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส” เริ่มเห็นภาพชัดขึ้น โดยเฉพาะโอกาสที่กำลังค่อย ๆ เปิดขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทย

ล่าสุดบทวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์จะยังไม่หายไปทั้งหมด แต่หลายปัจจัยเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยภายในประเทศกำลังเดินหน้าเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลานี้ อาจไม่ใช่เรื่องสงครามหรือราคาน้ำมันเสียทีเดียว แต่กลับเป็น “การเมืองในประเทศ”

บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไทยกำลังเดินหน้าเร็วเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 1 – 1.5 เดือน และเมื่อย้อนดูสถิติในอดีตหลังการเลือกตั้งปี 2562 จะพบว่าหลังจากมีการเปิดประชุมสภา ดัชนี SET เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 จุด แม้ในช่วงเวลานั้นโลกจะเผชิญสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจก็ตาม

ดังนั้น เจ๊จิ๋ม จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยในเวลานี้กำลังอยู่ในจังหวะที่คล้ายกับอดีต นั่นคือช่วงเวลาที่ความกลัวจำนวนมากถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว ขณะที่ปัจจัยบวกใหม่ ๆ กำลังทยอยปรากฏให้เห็นมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เจ๊จิ๋มจึงยกเอากลยุทธ์การลงทุนที่ บล.เอเซีย พลัส แนะนำมาเป็นแนวคิดโดยเน้นหุ้นที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่

หุ้นกลุ่มแรกคือ ค้าปลีก เช่น CPAXT และ BJC ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ที่ภาครัฐจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 50% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายสาขาเดิมให้เติบโตอย่างโดดเด่น

กลุ่มที่สองคือ เครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็น CBG, OSP หรือ ICHI ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วง High Season ของปีในฤดูร้อน ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นช่วงที่ยอดขายเติบโตสูงที่สุดของปี เมื่อรวมกับต้นทุนพลังงานที่เริ่มทรงตัว ก็ยิ่งช่วยให้โอกาสในการขยายมาร์จิ้นมีมากขึ้น

ส่วนกลุ่มที่สามคือ ไฟแนนซ์ อย่าง MTC และ TIDLOR ที่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากมาตรการแก้หนี้และพักหนี้ของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะช่วยลดระดับหนี้เสียในระบบ และกระตุ้นความต้องการสินเชื่อใหม่ให้เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

สำหรับเจ๊จิ๋มหุ้นกลุ่มบริโภคภายในประเทศเหล่านี้เปรียบเสมือน “หลุมหลบภัย” ของพอร์ตการลงทุนในช่วงที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลของไทยเดินหน้าเร็วกว่าที่คาด ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังจะทยอยตามมา ตลาดหุ้นไทยจึงอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูของรอบการฟื้นตัวครั้งใหม่

หากจะสรุปมุมมองของ เจ๊จิ๋ม ในช่วงเวลานี้ให้สั้นและเข้าใจง่ายที่สุด ก็คงเป็นประโยคเดียวว่า

ได้เวลา “หลบสงครามมาซบหุ้นอานิสงส์ภาครัฐ” เรื่องของการลงทุนในบางครั้งบางที มันก็มีอยู่เท่านี้จริง ๆ เจ้าค่ะ.