จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : TIDLOR ผลงานปี 69 แข็งแกร่ง วางกลยุทธ์เน้นบริหารความเสี่ยง รักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ-ควบคุมต้นทุน


09 มีนาคม 2569


TIDLOR ผลงานปี 69 แข็งแกร่ง_รายงานพิเศษ (เว็บ)_0.jpg

บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) วางแผนธุรกิจปี 69 ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 2.5-2.8% สานต่อนโยบายบริหารความเสี่ยง การรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และการควบคุมต้นทุน

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ หุ้นบมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) โดยระบุว่า แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 เป็นบวกมากขึ้น ในการประชุมนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด TIDLOR ได้ให้เป้าหมายปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยรวมยังใกล้เคียงกับเป้าปี 2568 ทั้งด้านการเติบโตของสินเชื่อและอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้   

โดยบริษัทฯ มองว่า สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสองมีโอกาสกลับมาเติบโตหลังชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า จากราคารถบรรทุกที่ปรับดีขึ้นตั้งแต่ ไตรมาส 4/68 รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยคาดเติบโตชะลอลงเหลือ 5–10% ในปี 2569 เทียบกับ 10–15% ในปี 2568 จากฐานที่สูงขึ้น เป้าสัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพที่ 1.5–1.8% สะท้อนระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 1.63% 

ขณะที่เป้าต้นทุนความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อปี 2569 ที่ 2.50–2.80% มีกรอบบนต่ำกว่า 2.88% ในปี 2568 ซึ่งรวมการตั้ง management overlay กว่า 200 ล้านบาท ในไตรมาส 4/68 อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ยังอยู่ในระดับ mid-50% ใกล้เคียงปี 2568 จากการลงทุนต่อเนื่องในระบบ IT และโครงสร้างพื้นฐานการดำเนินงาน

TIDLOR ได้ให้แนวทางนโยบายเงินปันผลปี 2568 โดยจะยังคงใช้แนวทางเชิงรุก โดยเฉพาะการจ่ายปันผลเป็นเงินสด ในปี 2567บริษัทฯ ปรับเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลเป็น 53.3% (รวมเงินปันผลพิเศษ 0.34 บาทต่อหุ้น) จากนโยบายขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 20% ของกำไรสุทธิ ส่งผลให้เราปรับสมมติฐานอัตราการจ่ายปันผลเพิ่มเป็น 52.8% จาก 40% และทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยเพิ่มเป็น 5–6% ต่อปี 

โดยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-71 ลง 2.3–4.3% เพื่อสะท้อนเป้าการเติบโตทางธุรกิจปี 2569 ของบริษัทฯ โดยการปรับลดหลักมาจากสมมติฐานการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง จากมุมมองระมัดระวังต่อการเติบโตของเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันชีวิต 

อย่างไรก็ดี ปรับเพิ่มสมมติฐาน loan spread เพื่อสะท้อนแนวโน้มต้นทุนดอกเบี้ยที่ดีขึ้น จากแผนเพิ่มการออกหุ้นกู้ทดแทนเงินกู้จากสถาบันการเงิน (คิดเป็น 54% ของหนี้สินรวม) ภายหลังการปรับประมาณการ เราคาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 9.8% ในช่วงปี 2569-71 ดังนั้นคงคำแนะนำซื้อ พร้อมราคาเป้าหมายปี 2026 ที่ 23 บาท 

ขณะที่ผู้บริหารระบุใน รายงานผลการดำเนินงานปี 2568-69 โดยมีมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์การขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และภาคการท่องเที่ยว 

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเติบโตยังเผชิญความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้บริโภคบางกลุ่ม และภาวะการเงินที่ยังคงอยู่ในช่วงของการปรับตัว ภาคการเงินและสินเชื่อยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตอย่างระมัดระวัง โดยสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ภายใต้บริบทของรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังไม่ทั่วถึงในทุกกลุ่ม ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อสินค้าคงทน โดยเฉพาะยานพาหนะ อาจยังไม่กลับสู่ระดับก่อนช่วงชะลอตัว 

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทยังคงติดตามพัฒนาการของปัจจัยต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบนโยบาย กฎเกณฑ์ และมาตรการที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ และรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว