Talk of The Town

BGRIM-GPSC รับแรงกระแทก ยักษ์ใหญ่โลกส่งออก LNG หยุดผลิต เซ่นพิษสงคราม! อาจกระทบกำไร 7-8%


04 มีนาคม 2569

BGRIM-GPSC_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

หุ้นโรงไฟฟ้าเจอพิษสงคราม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการส่งออกน้ำมันดิบ และ
LNG ราว 20% ของโลก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากความขัดแย้งยืดเยือหรือเกิดการหยุดชะงักเป็นเวลานาน ราคาก๊าซ LNG อาจปรับตัวสูง แถมโรงงานส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศหยุดการผลิต LNG นักวิเคราะห์คาดหากราคา pool gas ปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 บาท/ล้านบีทียู จะคิดเป็น downside risk ต่อประมาณการกำไรปี 2569 BGRIM 8% และ GPSC 7%

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับเป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตามมาด้วยการ ตอบโต้ของอิหร่านผ่านโดรนและขีปนาวุธที่มุ่งเป้าไปยังรัฐอ่าวอาหรับและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญ

ทั้งนี้มีรายงานว่าแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงงาน LNG ของกาตาร์และโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการส่งออกน้ำมันดิบ และ LNG ราว 20% ของโลก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขยับเข้าใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และดัชนี JKM ปรับตัวขึ้น 40% สะท้อนอุปทาน LNG ระยะสั้นที่ตึงตัวและเบี้ยความเสียงทีสูงขึ้น

สำหรับ ความเสี่ยงต่ออุปทาน LNG กาตาร์มีสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออก LNG ทั่วโลก และเมื่อรวมกับปริมาณจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทําให้มีบทบาท สำคัญอย่างยิ่งต่ออุปทานทั่วโลก เมื่อการขนส่งสินค้าถูกระงับและการเดินเรือถูกจํากัด ทำให้อุปทาน LNG ส่วนสำคัญของโลกจึงอยู่ภายใต้ความเสี่ยง แม้ว่ากําลังการผลิต LNG ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10% ในปี 2569 โดยได้แรงหนุนหลักจากโครงการใหม่ในสหรัฐฯ

แต่การหยุดชะงักระยะสั้นในตะวันออกกลางอาจทำให้สมดุลอุปสงค์–อุปทานตึงตัวและดันราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว เชื่อว่าหากความขัดแย้งยืดเยือหรือเกิดการหยุดชะงักเป็นเวลานาน ราคาก๊าซ LNG อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ แต่หากสถานการณ์คลีคลายอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ราคาอาจกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ราว 1,011 ดอลลาร์สหรัฐฯ/mmBTU

ขณะที่ผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่ม มองว่าสถานการณ์นี้เป็นความเสียงขาลงสำคัญต่อกลุ่ม โรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดเล็ก (SPP) ที่จําหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม ภายใต้โครงสร้างราคาอิงค่า Ft ได้แก่ BGRIM และ GPSC ขณะที่ GULF มีสัดส่วนผลกระทบน้อยกว่า หากราคา LNG ปรับขึ้นเพียงระยะสั้นไม่กีสัปดาห์คาดว่าจะไม่กระทบประมาณการกําไรอย่างมีนัยสําคัญ

อย่างไรก็ตาม หากราคา LNG ปรับขึ้นเกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ mmBTU หรือทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลาหลายเดือน จะสร้างความเสียงขาลงต่อกําไรอย่างมีนัยสําคัญ คาดว่าการปรับขึ้นค่าไฟจะล่าช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานจริงจากรอบ การปรับค่า Ft ทุก 4 เดือน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่ออัตรากําไรชั่วคราว อย่างไรก็ดี ไม่คาดว่าผลกระทบจะรุนแรงเท่าปี 2565 เนื่องจากการผลิตก๊าซในอ่าวไทยกลับสู่ระดับปกติแล้ว ซึงช่วยลดความเสียงจากการพึ่งพา LNG นําเข้าได้บางส่วน

โดยคาดมีความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการกําไร ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของกําไรของ BGRIM และ GPSC ต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา pool gas โดยพบว่าการปรับขึ้นองราคา LNG ระยะสั้นจะมีผลกระทบต่อกําไรจํากัด แต่หากสงครามและการหยุดชะงักของการผลิต LNG ยืดเยือเกิน 3 เดือน ผลกระทบต่อกําไรจะชัดเจนมากขึ้น และหากราคา LNG พุ่งสูงต่อเนื่องจะก่อให้เกิดความเสียงขาลงต่อกําไรอย่างมีนัยสําคัญ

ดังนั้นจึงปรับลดมุมมองต่อกลุ่มจาก “เชิงบวก” เป็น “เป็นกลาง” เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม ซึงทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นและอาจกดดันอัตรากําไรของโรงไฟฟ้าก๊าซ นอกจากนี้ ยังปรับลดคำแนะนําสำหรับ BGRIM และ GPSC เป็น “ถือ” เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงาน โดยคงราคาเป้าหมายที 15.00 บาท สำหรับ BGRIM และ 43.00 บาท สำหรับ GPSC

ส่วนความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเด็นบริษัท QatarEnergy ประกาศหยุดการผลิต LNG ที่โรงงาน Ras Laffan ซึ่งเป็นโรงงานส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดของโลก (ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 80 ล้านตัน/ปี คิดเป็น 20% ของอุปทาน LNG รวมทั่วโลก

โดยการหยุดการผลิตโรงงานดังกล่าวจะส่งผลให้อุปทาน LNG ในตลาดตึงตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะส่งผลให้ราคา LNG ในตลาดพุ่งสูงขึ้น

ขณะที่ราคา LNG ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ราคา pool gas ซึ่งเป็นต้นทุนของโรงไฟฟ้าและเป็นต้นทุนบางส่วนของธุรกิจก๊าซของ PTT ปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นจาก sensitivity analysis พบว่า หากราคา pool gas ปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 บาท/ล้านบีทียู จากสมมติฐานกรณีฐานที่ 269 บาท/ล้านบีทียู จะคิดเป็น downside risk ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของกลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM 8%, GPSC 7%, GULF มากกว่า 0.5%, GUNKUL 0%, WHAUP 2%) และของ PTT 3%

โดย ข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น negative sentiment ต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟา ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ทั้งนี้ในกลุ่มโรงไฟฟ้า ให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีสัดส่วนโรงไฟฟ้า IPP สูงมากกว่าโรงไฟฟ้า SPP เนื่องจากโครงสร้างค่าไฟแบบส่งผ่านต้นทุนของโรงไฟฟ้า IPP มีเสถียรภาพมากกว่า