Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 25-02-2569 (ถ้า “ดิสนีย์แลนด์“ มาไทย หุ้นกลุ่มไหนดี?)
25 กุมภาพันธ์ 2569
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 25-02-2569 (ถ้า “ดิสนีย์แลนด์“ มาไทย หุ้นกลุ่มไหนดี?)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
ในบรรดาเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ที่กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังโดยพรรคภูมิใจไทย อีกหนึ่งโครงการที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งก็คือการดึง “ดิสนีย์แลนด์” มาเปิดในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของภาพใหญ่ดังกล่าว
เจ๊จิ๋มเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความฝันของเด็ก ๆ ที่อยากเจอมิกกี้เมาส์เท่านั้น
แต่ในมุมของตลาดทุน นี่คือการจุดพลุครั้งใหญ่ให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะหากเดินหน้าอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Soft Power และการยกระดับประเทศสู่ “การท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส” เพราะทันทีที่ชื่อ “ดิสนีย์แลนด์” ปรากฏขึ้น สิ่งที่นักลงทุนมองเห็นไม่ใช่เพียงสวนสนุก แต่คือเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานใหม่ เมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคนที่จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
คำถามสำคัญคือ แล้วหุ้นกลุ่มใดจะได้อานิสงส์จาก “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” บ้าง
กลุ่มแรกที่เห็นภาพชัด คือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะหากหมุดโครงการถูกปักในจังหวัดชลบุรีหรือระยองตามความเหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ ฝ่ายวิจัยของ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า หุ้นอย่าง AMATA และ WHA มีโอกาสกลายเป็นเป้าหมายแรกของเงินทุน เพราะไม่ใช่เพียงการขายที่ดินผืนใหญ่ให้กับโครงการเท่านั้น แต่จะเกิดการขยายตัวของเมืองโดยรอบ ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร
ลองจินตนาการว่า หากมีการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง และนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคน เมืองรอบพื้นที่ย่อมเปลี่ยนโฉมอย่างรวดเร็ว มูลค่าของที่ดินในมือผู้ถือครองจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมาก่อสร้างก็จะได้รับงานต่อเนื่อง นี่คือเอฟเฟกต์ลูกโซ่ที่ตลาดทุนมักตอบรับล่วงหน้าก่อนความชัดเจนจะเกิดขึ้นจริง
ถัดมาคือกลุ่มท่องเที่ยว การบิน และการขนส่ง ซึ่งเห็นภาพได้ชัดเจน เพราะเมื่อมีแม่เหล็กระดับโลก สนามบินย่อมเป็นด่านแรกที่รับผลบวกเต็ม ๆ ฝ่ายวิจัยของ บล.บัวหลวง ประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศของ AOT มีโอกาสสูงที่จะทะลุเป้าหมายเดิม
ในส่วนของกลุ่มโรงแรมอย่าง CENTEL และ ERW ซึ่งมีพอร์ตทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ก็จะได้อานิสงส์จากระยะเวลาการเข้าพักที่ยาวขึ้นของครอบครัวนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อสูง
ขณะที่ระบบรางอย่าง BEM และ BTS หากมีการขยายเส้นทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่โครงการ ก็จะได้รับประโยชน์จากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสวนสนุกระดับโลกจำเป็นต้องมีระบบการเดินทางที่สะดวกและไร้รอยต่อรองรับ
อีกกลุ่มที่หลายคนอาจมองข้าม แต่เจ๊จิ๋มเห็นว่าศักยภาพไม่แพ้กัน คือกลุ่มอุปโภคบริโภคและสื่อโฆษณา ฝ่ายวิจัยของ บล.กรุงศรี มองว่า หากโครงการเปิดจริง หุ้นค้าปลีกและอาหารอย่าง CPALL และ CRC จะได้แรงหนุนจากการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เพราะทุกการเดินทางย่อมมาพร้อมการใช้จ่าย
ในขณะเดียวกัน สื่อโฆษณานอกบ้านอย่าง VGI และ PLANB จะได้พื้นที่แลนด์มาร์คใหม่ระดับโลกให้แบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาใช้สื่อสารกับผู้บริโภค ส่วนหุ้นสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานดาต้าและโรมมิ่งที่เพิ่มขึ้นตามความหนาแน่นของผู้คนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม “ในความแน่นอนย่อมมีความไม่แน่นอน” คู่กันตลอดมา...
ดังนั้นแม้ภาพของ “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” จะดูสวยงามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเจริญ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใคร หรือสำนักวิเคราะห์ใด กล้าฟันธงว่าโครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน หรือแม้กระทั่งจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
กระแสข่าวในวันนี้จึงอาจเป็นเพียงตัวกระตุ้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และดันราคาหุ้นบางกลุ่มให้ขยับขึ้นล่วงหน้าเพียงเท่านั้น
แต่หากวันหนึ่งฝันนี้กลายเป็นจริง...ประเทศไทยจะไม่ได้แค่สวนสนุกเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง หากแต่จะได้การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคบริการทั้งระบบ และในโลกของตลาดทุน กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน จะกลายเป็นแนวหน้าแห่งการเติบโต
ถ้าวันนั้นมาถึงจริง โลกเศรษฐกิจการลงทุนที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ อาจไม่ใช่เรื่องในเทพนิยายอีกต่อไป…แต่อาจเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้บนกระดานหุ้นไทยเจ้าค่ะ

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
ในบรรดาเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ที่กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังโดยพรรคภูมิใจไทย อีกหนึ่งโครงการที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งก็คือการดึง “ดิสนีย์แลนด์” มาเปิดในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของภาพใหญ่ดังกล่าว
เจ๊จิ๋มเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความฝันของเด็ก ๆ ที่อยากเจอมิกกี้เมาส์เท่านั้น
แต่ในมุมของตลาดทุน นี่คือการจุดพลุครั้งใหญ่ให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะหากเดินหน้าอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Soft Power และการยกระดับประเทศสู่ “การท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส” เพราะทันทีที่ชื่อ “ดิสนีย์แลนด์” ปรากฏขึ้น สิ่งที่นักลงทุนมองเห็นไม่ใช่เพียงสวนสนุก แต่คือเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานใหม่ เมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคนที่จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
คำถามสำคัญคือ แล้วหุ้นกลุ่มใดจะได้อานิสงส์จาก “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” บ้าง
กลุ่มแรกที่เห็นภาพชัด คือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะหากหมุดโครงการถูกปักในจังหวัดชลบุรีหรือระยองตามความเหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ ฝ่ายวิจัยของ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า หุ้นอย่าง AMATA และ WHA มีโอกาสกลายเป็นเป้าหมายแรกของเงินทุน เพราะไม่ใช่เพียงการขายที่ดินผืนใหญ่ให้กับโครงการเท่านั้น แต่จะเกิดการขยายตัวของเมืองโดยรอบ ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร
ลองจินตนาการว่า หากมีการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง และนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคน เมืองรอบพื้นที่ย่อมเปลี่ยนโฉมอย่างรวดเร็ว มูลค่าของที่ดินในมือผู้ถือครองจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมาก่อสร้างก็จะได้รับงานต่อเนื่อง นี่คือเอฟเฟกต์ลูกโซ่ที่ตลาดทุนมักตอบรับล่วงหน้าก่อนความชัดเจนจะเกิดขึ้นจริง
ถัดมาคือกลุ่มท่องเที่ยว การบิน และการขนส่ง ซึ่งเห็นภาพได้ชัดเจน เพราะเมื่อมีแม่เหล็กระดับโลก สนามบินย่อมเป็นด่านแรกที่รับผลบวกเต็ม ๆ ฝ่ายวิจัยของ บล.บัวหลวง ประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศของ AOT มีโอกาสสูงที่จะทะลุเป้าหมายเดิม
ในส่วนของกลุ่มโรงแรมอย่าง CENTEL และ ERW ซึ่งมีพอร์ตทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ก็จะได้อานิสงส์จากระยะเวลาการเข้าพักที่ยาวขึ้นของครอบครัวนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อสูง
ขณะที่ระบบรางอย่าง BEM และ BTS หากมีการขยายเส้นทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่โครงการ ก็จะได้รับประโยชน์จากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสวนสนุกระดับโลกจำเป็นต้องมีระบบการเดินทางที่สะดวกและไร้รอยต่อรองรับ
อีกกลุ่มที่หลายคนอาจมองข้าม แต่เจ๊จิ๋มเห็นว่าศักยภาพไม่แพ้กัน คือกลุ่มอุปโภคบริโภคและสื่อโฆษณา ฝ่ายวิจัยของ บล.กรุงศรี มองว่า หากโครงการเปิดจริง หุ้นค้าปลีกและอาหารอย่าง CPALL และ CRC จะได้แรงหนุนจากการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เพราะทุกการเดินทางย่อมมาพร้อมการใช้จ่าย
ในขณะเดียวกัน สื่อโฆษณานอกบ้านอย่าง VGI และ PLANB จะได้พื้นที่แลนด์มาร์คใหม่ระดับโลกให้แบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาใช้สื่อสารกับผู้บริโภค ส่วนหุ้นสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานดาต้าและโรมมิ่งที่เพิ่มขึ้นตามความหนาแน่นของผู้คนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม “ในความแน่นอนย่อมมีความไม่แน่นอน” คู่กันตลอดมา...
ดังนั้นแม้ภาพของ “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” จะดูสวยงามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเจริญ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใคร หรือสำนักวิเคราะห์ใด กล้าฟันธงว่าโครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน หรือแม้กระทั่งจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
กระแสข่าวในวันนี้จึงอาจเป็นเพียงตัวกระตุ้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และดันราคาหุ้นบางกลุ่มให้ขยับขึ้นล่วงหน้าเพียงเท่านั้น
แต่หากวันหนึ่งฝันนี้กลายเป็นจริง...ประเทศไทยจะไม่ได้แค่สวนสนุกเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง หากแต่จะได้การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคบริการทั้งระบบ และในโลกของตลาดทุน กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน จะกลายเป็นแนวหน้าแห่งการเติบโต
ถ้าวันนั้นมาถึงจริง โลกเศรษฐกิจการลงทุนที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ อาจไม่ใช่เรื่องในเทพนิยายอีกต่อไป…แต่อาจเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้บนกระดานหุ้นไทยเจ้าค่ะ