Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 16-02-2569 (จากนี้ไปหุ้นไทยจะพุ่งหรือพัง)


16 กุมภาพันธ์ 2569
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 16-02-2569 (จากนี้ไปหุ้นไทยจะพุ่งหรือพัง)

Gossip Station จากนี้ไป 1-1_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

หลังจากปล่อยให้นักลงทุนลุ้นผลประกอบการปี 2568 กันแบบหายใจไม่ทั่วท้องตั้งแต่ต้นปี 2569 ในที่สุดภาพรวมก็เริ่มชัดเจน เจ๊จิ๋มนั่งไล่ดูงบแทบทุกกลุ่มแล้วก็ต้องพยักหน้า เพราะบริษัทจดทะเบียนจำนวนไม่น้อยโชว์กำไรเหนือคาด โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสารและค้าปลีกที่ได้อานิสงส์จากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป…แต่มั่นคง ไม่ได้หวือหวาแต่ก็ไม่แผ่ว

ผลที่ตามมาคือยอดจ่ายเงินปันผลรวมของทั้งตลาดทะลุ 6.5 แสนล้านบาท ถือเป็นรางวัลตอบแทนความอดทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นฝ่าความผันผวนมาตลอด 1–2 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สร้างความคึกคักให้ตลาดมากกว่างบการเงิน คือ “ความชัดเจนทางการเมือง”

เมื่อพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งและเตรียมจัดตั้งรัฐบาล คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า SET Index จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป และเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ห่างหายไปนานจะกลับเข้ามาจริงหรือไม่

นักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า และ บล.กสิกรไทย ให้มุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “Post-Election Rally” เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยกดดันมูลค่าหุ้น (Valuation) เริ่มคลี่คลายลง

ก่อนการเลือกตั้ง นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นไทยในสัดส่วนต่ำกว่าปกติ (Underweight) เพราะกังวลทั้งเรื่องเสถียรภาพการเมืองและการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ทำให้ค่า P/E ตลาดไทยซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่เมื่อภาพรัฐบาลใหม่เริ่มชัด ความเสี่ยงเชิงนโยบาย (Risk Premium) จึงลดลง และ Valuation ถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ โบรกเกอร์หลายแห่งจึงขยับกรอบเป้าดัชนีขึ้นสู่ระดับ 1,450–1,480 จุด หากไม่มีปัจจัยลบจากต่างประเทศเข้ามากระทบ

ถึงตอนนี้เจ๊จิ๋มมองว่าตลาดไม่ได้ตอบรับเพราะชื่นชอบนักการเมืองรายใดรายหนึ่ง แต่ตอบรับเพราะเห็น “ความแน่นอน” มากขึ้น

อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญคือแพ็กเกจ “นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส” ที่มุ่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Landbridge, Smart City หรือมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อแบบ “คนละครึ่ง พลัส” สำหรับตลาดทุน นโยบายเหล่านี้สะท้อนภาพของเม็ดเงินหมุนเวียนที่มากขึ้น ซึ่งอาจผลักดันกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในปี 2569 ให้ฟื้นตัวชัดเจน และเปิดโอกาสให้เกิดการปรับมูลค่าหุ้นขึ้น (Re-rating)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ Fund Flow ที่เริ่มไหลกลับเข้ามาในช่วงหลังเลือกตั้งนั้น เป็นเงินลงทุนระยะยาวจริง หรือเพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น

ที้งนี้ข้อมูลในสัปดาห์แรกหลังทราบผลเลือกตั้งพบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 4,000 ล้านบาทในวันเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยเห็นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายมองว่าโอกาสที่ Fund Flow รอบนี้จะเป็น “ของจริง” มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ไม่ได้พึ่งพาเพียงการเมืองเท่านั้น ทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนตัว อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดไทยปี 2568 ที่อยู่ราว 4% และระดับ Valuation ที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค

ในมุมมองของกองทุนต่างชาติที่มองหาตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ตลาดหุ้นไทยจึงเริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง อย่างไรก็ดี เงินทุนจะไม่ได้ไหลเข้าทุกกลุ่มเท่าๆ กัน แต่จะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐโดยตรง

สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากรัฐบาลใหม่ มีหลายกลุ่มที่โดดเด่น ได้แก่

กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะได้ประโยชน์หากเมกะโปรเจกต์เดินหน้า เช่น STECON และ GULF โดยเฉพาะโครงการ Landbridge และ Smart City ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว

กลุ่มค้าปลีกและบริโภคในประเทศ เช่น CPALL, CPAXT และ BJC ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เพราะเมื่อรายได้ถึงมือประชาชน ยอดขายหน้าร้านมักปรับตัวขึ้นตามทันที

กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว อาทิ BDMS, PR9 และ CENTEL ที่ได้แรงสนับสนุนจากนโยบายผลักดันไทยสู่ Medical Hub และแนวโน้มสังคมผู้สูงวัย รวมถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กลุ่มพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น WHA, EA และ GULF ซึ่งเชื่อมโยงกับการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและการดึงดูด FDI หากมีมาตรการสนับสนุน EV เพิ่มเติม ความต้องการในประเทศอาจเร่งตัว

กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย เช่น TIDLOR และ MTC ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการเติมทุน SME และการแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ (NPL)

สรุปแล้ว...จังหวะนี้ตลาดหุ้นไทยในเวลานี้อาจยังไม่ถึงขั้นวิ่งเต็มความเร็ว แต่ถือว่าเริ่มเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น หลังความชัดเจนทางการเมืองช่วยลดแรงกดดัน ขณะที่ผลประกอบการปี 2568 ที่ออกมาดีก็ช่วยเสริมความเชื่อมั่น และอัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงก็เป็นแรงดึงดูดเงินทุนต่างชาติ Fund Flow รอบนี้จึงมีโอกาสเป็นกระแสที่ยั่งยืนมากกว่าการเก็งกำไรชั่วคราว

เจ๊บอกได้แค่ว่าถ้าสถานการณ์ยังไปต่อได้เช่นนี้...ดัชนี 1,480 จุด อาจไม่ใช่เพดานสูงสุดของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้อย่างแน่นอน....