Disneyland มาแล้วหุ้นจะบิน? เปิดความจริงหลังฉาก “รวย-พัง” หากไทยทำได้ จ่อดูดเงินมหาศาล

แนวคิด “Disneyland Thailand” กลับมาจุดกระแสความหวังครั้งใหญ่ให้กับภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานไทย แต่การมาของแบรนด์ระดับโลกจะกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้จริงหรือไม่ ล่าสุดนักวิเคราะห์มองเป็น Sentiment เชิงบวกครั้งใหญ่ต่อภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานไทย ซึ่งความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่แบรนด์ Disney แต่ขึ้นอยู่กับ "Model ธุรกิจ" และ "การปรับตัว (Localization)" และนี่อาจเป็น Game Changer ที่ดูดเม็ดเงินเข้าประเทศในระดับมหาศาล
นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิด "Disneyland Thailand" โดยรองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ ถือเป็น Sentiment เชิงบวกครั้งใหญ่ต่อภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานไทย อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์กรณีศึกษาทั่วโลก (Global Case Studies) ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่แบรนด์ Disney แต่ขึ้นอยู่กับ "Model ธุรกิจ" และ "การปรับตัว (Localization)" หากไทยสามารถปลดล็อกเรื่องสภาพอากาศ และกำลังซื้อได้ นี่จะเป็น Game Changer ที่ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาล และหุ้นกลุ่ม Hospitality, Construction และ Landlord ในโซน EEC จะได้รับประโยชน์สูงสุด (High Conviction)
บทเรียนจากผู้ชนะและผู้แพ้ (Winners vs. Strugglers)
การจะประเมินศักยภาพของไทย ต้องดู Track Record ของ Disney ทั่วโลก ซึ่งชี้ชัดว่า "ความเป็นเจ้าของ (Ownership Structure)" และ "ความเข้าใจท้องถิ่น (Localization)" คือ Key Success Factors
The Winner: Tokyo Disneyland (Japan) – The Gold Standard
Business Model: นี่คือโมเดลที่ประสบความสำเร็จที่สุดนอกอเมริกา และทำกำไรมหาศาล กุญแจสำคัญคือ ไม่ใช่ของ Disney 100% แต่บริหารโดย Oriental Land Company (OLC) ซึ่งจ่ายค่าลิขสิทธิ์ (Royalty Fee) ให้ Disney แทน ทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นญี่ปุ่นสูง (High Localization)
Revenue Driver: วัฒนธรรม "Omiyage" (ของฝาก) ของญี่ปุ่น ทำให้ยอด Spending ต่อหัวในส่วน Merchandise สูงกว่าค่าตั๋ว ผสมกับ Service Mind แบบ Omotenashi ทำให้เกิด Repeat Visitor สูง
The Strugglers: Paris & Hong Kong – Cautionary Tales
Disneyland Paris: เกือบล้มละลายในช่วงเปิดตัว (1992) เนื่องจาก Cultural Arrogance (เช่น ไม่ขายไวน์ในฝรั่งเศส) และการคาดการณ์ผิดพลาดเรื่องโรงแรม (Over-supply) เพราะคนยุโรปนิยมไปเช้าเย็นกลับมากกว่าค้างคืน รวมถึงสภาพอากาศหน้าหนาวที่เป็นอุปสรรค
Hong Kong Disneyland: ประสบปัญหาเรื่อง Scale ที่ "เล็กเกินไป" ทำให้ Value Proposition ต่ำเมื่อเทียบกับราคาบัตร และเจอคู่แข่งท้องถิ่น (Ocean Park) รวมถึงปัญหาการเมือง
วิเคราะห์ศักยภาพของประเทศไทย
Opportunities & Strengths
1.Strategic Hub: ไทยคือ Tourism Hub ระดับ Top 10 ของโลก ฐานลูกค้าไม่ใช่แค่คนไทย แต่คือกลุ่ม CLMV และ ASEAN ที่ไม่อยากบินไกลไปญี่ปุ่นหรือจีน
2.Service Alpha: "Thai Hospitality" คือ Asset ที่ประเมินค่าไม่ได้ จริตคนไทยที่ยิ้มแย้ม สอดคล้องกับ Core Value ของ Disney ได้ดีกว่าปารีสหรือจีน
3.Cost Efficiency: ต้นทุนก่อสร้างและค่าแรงต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ต่ำกว่า
Risks & Threats
1.The Heat Factor (ความเสี่ยงหลัก): อากาศร้อนชื้นของไทยคืออุปสรรคใหญ่ที่สุด (Major Headwind) การเดิน Outdoor ทั้งวันเป็นเรื่องยากสำหรับ Family Segment
2.Pricing Power Trap: Disney ต้องลงทุนระดับแสนล้าน แต่หากตั้งราคาตั๋วตามมาตรฐานโลก (3,000-4,000 บาท) จะเกินกำลังซื้อคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งกระทบต่อ Volume และ Repeat Visitor
STRATEGIC PLAYBOOK: จากการวิเคราะห์ ประเมินว่า Disney จะประสบความสำเร็จในไทยก็ต่อเมื่อดำเนินกลยุทธ์ดังนี้:
1.Ownership Model: ต้องใช้ "Tokyo Model" (Partner Model)
Disney ไม่ควรลงทุนเอง (Asset Heavy) แต่ควรขาย License และเซ็น Management Contract กับกลุ่มทุนไทย (Conglomerates) เช่น CP, Central, หรือ AWC ที่มีที่ดินและ Power ในการดีลกับภาครัฐ
2.Location Strategy: โซน EEC & High-Speed Train
ทำเลต้องอยู่ใกล้สุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi Hub) เพื่อดึง Tourist ทันทีที่ลงเครื่อง และต้องเชื่อมต่อกับ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อแก้ปัญหาจราจร
3.Product Design: The "Tropical Oasis" Concept
Indoor Focus: ต้องมีสัดส่วน Indoor Attraction อย่างน้อย 50-60% และทางเดินเชื่อมต่อต้องติดแอร์หรือมีหลังคา (Covered Walkway)
Night Economy: ปรับเวลาทำการ เน้นช่วง 4 โมงเย็น - ตี 1 (Night Kingdom) ขายแสงสีเสียงและพาเหรดกลางคืน เพื่อเลี่ยงแดดและดึงคนทานมื้อค่ำ
Thai Identity: ใช้จุดแข็ง "Siam Smile Service" และ Event พิเศษที่มีที่เดียวในโลก เช่น "สงกรานต์ปาร์ตี้กับมิกกี้เมาส์" เพื่อดึงดูด Global Content Creator
ดังนั้นในกรณีที่โครงการ Disneyland Thailand เกิดขึ้นจริง หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์สามารถแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก
โดยเริ่มจากกลุ่มเจ้าภาพและเจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นหัวใจของโมเดล เนื่องจาก Disney มักพึ่งพา Local Partner ที่มี Land Bank ขนาดใหญ่และศักยภาพเชิงนโยบาย โดยตัวเด่น ได้แก่ Asset World Corp (AWC) จากศักยภาพที่ดินโซนบางนา–สุวรรณภูมิ และกลุ่ม CP All / True Corporation ภายใต้เครือ CP หากโครงการตั้งอยู่บนแนวรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ขณะที่ Central Pattana (CPN) มีโอกาสร่วมพัฒนา Retail District ขนาดใหญ่
กลุ่มรับเหมาและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Ch. Karnchang (CK) และ Sino-Thai Engineering and Construction (STECON) จะได้ประโยชน์จากงานก่อสร้างและงานต่อขยายสาธารณูปโภค ขณะที่ กลุ่ม Aviation อย่าง Airports of Thailand (AOT) เป็นผู้ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
ท่องเที่ยวและอสังหาฯ ได้แก่ Minor International (MINT), Central Plaza Hotel (CENTEL), The Erawan Group (ERW), Veranda Resort (VRANDA), Dusit Thani (DUSIT) ที่เป็นโรงแรมเครือข่าย และรับบริหารโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง WHA Corporation (WHA), Amata Corporation (AMATA) และ Origin Property (ORI) จาก spillover demand ทั้งโรงแรม โลจิสติกส์ และที่อยู่อาศัย
กลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงานสะอาด เช่น Eastern Water Resources Development and Management (EASTW), WHA Utilities and Power (WHAUP), Gulf Energy Development (GULF), Global Power Synergy (GPSC) และ B.Grimm Power (BGRIM) มีโอกาสรับดีมานด์น้ำ ไฟฟ้า และ Green Energy ภายใต้ธีม Net Zero ของ Disney ซึ่งโดยรวมถือเป็น Mega Theme%20copy.jpg)
ยอดนิยม
BCP ปี 68 ฟันกำไร 2.88 พันลบ. หลังอัตราการกลั่นสูงขึ้นทำนิวไฮ ล่าสุดเข้าซื้อกิจการ “Chevron Hong Kong”
AOT ไตรมาสแรกกำไรสุทธิลด แม้รายได้กิจการการบินเพิ่มขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 448 ลบ.
TOP โชว์แกร่งปี 68 โกยกำไร 1.4 หมื่นล้าน พุ่ง 46% บุ๊กกำไรพิเศษ พร้อมแจกปันผล 1 บาท
ต่างชาติซื้อหุ้นไทย สะสม 4.4 หมื่นลบ. สูงสุดในรอบ 4 ปี นักวิเคราะห์ชี้มีโอกาสไหลเข้าต่อ