Talk of The Town

TOP โชว์แกร่งปี 68 โกยกำไร 1.4 หมื่นล้าน พุ่ง 46% บุ๊กกำไรพิเศษ พร้อมแจกปันผล 1 บาท


13 กุมภาพันธ์ 2569


TOP โชว์แกร่งปี 68_S2T (เว็บ)_0.png

TOP ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสปี 68 กำไรสุทธิ 14,584 ล้าน เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,958 ล้านบาท หลังลดระดับหนี้สินและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง บอร์ดเคาะปันผลหุ้นละ 1 บาท ขึ้น XD 25 ก.พ.นี้ พร้อมมองช่วงครึ่งแรกปี 2569 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เหตุอุปทานน้ำมันล้นตลาด

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP” เปิดเผยว่า “ไตรมาส 4/2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท  ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,147 ล้านบาท จากปัจจัยค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าดเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ       

ทั้งนี้ เป็นผลจากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลง ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาค

นอกจากนี้ยังมีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Optimization) หลังปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อนหน้า และกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็ปรับตัวสูงขึ้น จากการชะลอการดำเนินการของผู้ผลิตในภูมิภาค ประกอบกับ กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาที่สูงขึ้น”

สำหรับราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ยกเลิกมาตรการปรับลดกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิต 137,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,461 ล้านบาท

ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก ราคานํ้ามันดิบดูไบเฉลี่ยใน ปรับตัวลดลง ส่งผลกลุ่มไทยออยล์จึงมีขาดทุนจากสต๊อกนํ้ามันเพิ่มขึ้น 1,451 ล้านบาท โดยกลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันเพิ่มขึ้น 3.1 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง (รวมเฉพาะรายการที่เกิดจากการป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์) 1,062 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 เทียบกับกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง 224 ล้านบาทในไตรมาส 4/67 ส่งผลให้มี EBITDA ลดลง 491 ล้านบาท ประกอบกับกลุ่มไทยออยล์รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิลดลง 309 ล้านบาทจากไตรมาส 4/67

สำหรับปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการลดระดับหนี้สินและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการลดระดับหนี้สินทั้งสิ้นประมาณ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย การซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนประมาณ 633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวล่วงหน้า (long-term loan prepayment) จำนวนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ได้รับเงินสดจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Asset Monetization) จำนวน 18,230 ล้านบาท โดยทางบริษัทฯ นำเงินดังกล่าวไปลดระดับหนี้สินต่อเนื่องผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ อีกจำนวนประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทำให้ในปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าว จำนวน 4,042 ล้านบาท และยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมซึ่งเกิดจากการต่อรองราคาจากการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 7,371 ล้านบาท

ดังนั้นส่งผลให้ปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,958 ล้านบาท

ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติ จ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 1 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) คือวันที่ 25 ก.พ. 2569 และจ่ายปันผลวันที่ 27 เม.ย. 2569

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับภาพรวมธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เนื่องจากภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด โดยระดับน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตของ OPEC+ ตามมติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าทางกลุ่มจะมีมติให้ชะลอการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 1/2569 แล้วก็ตาม รวมถึงอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอก OPEC+ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยทางฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย ท่ามกลางการเจรจาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง

ในส่วนของค่าการกลั่นช่วงไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด/น้ำมันอากาศยานสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของยุโรปต่อการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันดิบรัสเซีย ทำให้บางประเทศส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังยุโรปได้ลดลง ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้การผลักดันของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องของโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางการเริ่มดำเนินการของโรงกลั่นขนาดใหญ่ในจีน อินเดีย เม็กซิโก และไนจีเรีย”

ไทยออยล์ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เดินหน้าตามแผนงาน มุ่งบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยึดหลัก ESG เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงขององค์กรอย่างยั่งยืน

TOP