Talk of The Town

เปิดฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง โบรกฯ ชี้ “ภูมิใจ” จับมือ “เพื่อไทย” หนุน SET Index ทะยานสู่ 1,480 จุด


03 กุมภาพันธ์ 2569

เปิดฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

โบรกฯ คาดหากภูมิใจจับมือเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลมีความเป็นไปได้มากสุด ซ้ำยังได้เสียงพรรคกลางช่วยเสริมความแข็งแกร่งของรัฐบาล เสียงไม่ปริ่มน้ำ ผ่านกฎหมายต่างๆได้ง่าย ลุ้นหนุนดัชนี SET ขึ้นไป 1,480 จุด

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีสามพรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วยพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภจท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นตัวเลือกหลักที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด

ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางที่คาดว่ามีผลต่อการเลือกตั้งประกอบไปด้วยสองพรรคได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) รวมทั้งหมด 5 พรรคการเมืองที่จะมีผลต่อสมการการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

โดยมองว่าฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด (70%) พรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทย มีนายกรัฐมนตรีเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ได้ประกาศต่อสาธารณชนถึงการเปิดประตูทุกบาน ล้างไพ่ใหม่ ไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน

ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และคาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางอย่าง พรรคกล้าธรรม เข้ามาด้วยทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆได้โดยง่าย และทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบายที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ของไทยจะยังได้ประโยชน์อยู่ และคาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,450-1,480 จุด

ต่อมา ฉากทัศน์ที่ 2 พรรคภูมิใจไทยร่วมมือพรรคประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเป็นอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งมองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย (20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร

แต่จากช่วงการหาเสียงที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต เพียงแต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของแต่ละฝ่าย เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่เอาพรรคการเมืองบางพรรคมาร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไขคือ การไม่แก้ไข ม.112 และรวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัวฉาก

สำหรับทัศน์นี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม บรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณี ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาดใหญ่ และคาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,420-1,450 จุด

และฉากทัศน์ที่ 3 พรรคประชาชนร่วมกับพรรคเพื่อไทย โดยนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ยศชนัน วงสวัสดิ์ ซึ่งมองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด (10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่า ความสบายใจที่จะร่วมงานกันยังไม่มากพอ แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง

โดยเฉพาะหากพรรคประชาชน เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ แต่ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก คาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,380-1,420 จุด

ทั้งนี้ ฉากทัศน์พิเศษกรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี(รักษาการ) เป็นอนุทิน ชาญวีรกูล คาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย 1,100-1,200 จุด กรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่ สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะหรือเลื่อนออกไป จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณจะล่าช้า ท าให้เศรษกิจไทย ในปีนี้น่าจะโตต่ากว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี

SET