NER มีลุ้นปันผลกระหน่ำ คาดครึ่งหลังแจก 0.31 บาท ยีลด์ 6.6% จับตา Q4 สุดปัง! กำไรพุ่ง 486 ล้านบาท

NER แข็งแกร่งกว่ากลุ่ม คาดไตรมาส 4/68 อวดกำไรสุทธิ 486 ล้านบาท เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน มีลุ้นแจกปันผลครึ่งหลังปี 68 กระหน่ำกว่า 0.31 บาท คิดเป็นผลตอบแทนที่ 6.6% โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการ NER งวดไตรมาส 4/68 คาดกำไรสุทธิ 486 ล้านบาท เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน แข็งแกร่งกว่ากลุ่ม โดยคาดว่าจะมีกำไรพิเศษจากเงินเคลมประกันจากอัคคีภัยหลังหักภาษีจำนวนราว 88 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ราว 20 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คาดกำไรปกติที่ 356 ล้านบาท เติบโต 5.2% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 26.5% จากช่วงเดียวันของปีก่อน โดยคาดรายได้ที่ 7,125 ล้านบาท เติบโต 5.9% จากไตรมาสก่อน และลดลง 20.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณขายคาดอยู่ที่ 122,000 ตัน และราคาขายเฉลี่ยคาดอยู่ที่ 58.5 บาท/กก. ลดลง 2% จากไตรมาสก่อน และ 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการรับจ้าง กยท. ผลิตคาดว่าจะช่วยหนุน GPM ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10.6% จาก 8.9% ในไตรมาส 3/68
ดังนั้นหากกำไรปกติไตรมาส 4/68 ใกล้เคียงกับที่คาดจะส่งผลให้กำไรปกติทั้งปีใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ แต่กำไรสุทธิจะดีกว่าคาดเล็กน้อยจากผลของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยคาดปี 68 มีกำไรสุทธิ 1,827 ล้านบาท คาดเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 68 ที่ 0.31 บาท คิดเป็นผลตอบแทนที่ 6.6%
ขณะที่คาดกำไรสุทธิปี 69 ที่ 1,974 ล้านบาท เติบโต 8% จากปีก่อน และคาดปันผลปี 69 อีก 0.36 บาท ให้ผลตอบแทนทั้งปีที่ 7.7% ปัจจุบันซื้อขายด้วย PER2026 ที่ 5.2 เท่า ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 6.20 บาท เทียบเท่า PER2026 ที่ 6.8 เท่า มี Upside gain 31.4% คงคำแนะนำ “ซื้อ”
ทั้งนี้มองว่าหุ้นกลุ่มยางพาราจะเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดได้ในปี 69 จากทิศทางความต้องการที่สูงขึ้น การมีผลบังคับใช้ของ EUDR ในช่วงไตรมาส 4/68 ขณะที่ปริมาณ Supply ยังมีจำกัด นอกจากนี้ยังไม่รวมรายได้จากการรับจ้างผลิตให้ กยท. รวมถึงโอกาสสร้างรายได้จากโรงงานใหม่ ของ NER ที่เฟสแรกจะเริ่ม COD ในช่วงไตรมาส 4/69 ไว้ในประมาณการ
นอกจากนี้ จากทิศทางราคายาง SICOM ที่ปรับตัวแบบ Sideways-to-Sideways-Up ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. คาด ว่าราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 1/69 มีโอกาสปรับขึ้นได้เล็กน้อย ประกอบกับต้นทุนเฉลี่ยที่ลดลงและปริมาณ ขายที่คาดว่าจะทรงตัวได้ที่ระดับ 120,000 ตัน ส่งผลให้ GPM มีแนวโน้มรักษาระดับได้ที่ 10 - 11% ซึ่ง จะช่วยหนุนให้กำไรปกติเติบโตได้จากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตามกำไรปกติไตรมาส 1/69 เมื่อเทียบแบบช่วงเดียวกันของปีก่อน อาจลดลงจากฐานที่สูงมากในไตรมาส 1/68ซึ่งมีปริมาณขายสูงถึง 120,000 ตัน และราคาขายเฉลี่ยสูงถึง 68.4 บาท/กก. (ถือ เป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียน) แต่ยังมีโอกาสที่ผลประกอบการจะลุ้นทรงตัวหรือ เติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากการรับจ้างผลิตให้ กยท. ซึ่งจะรับรู้รายได้เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกทำได้ดีกว่าคาด