Smart Investment

ยืด Jump+ – จ้าง MM – เปิดเกมรุกทั้งกระดาน แต่…แก้ได้จริงหรือไม่ หรือแค่ประคองตลาดหุ้นไทยไม่ให้ทรุดกว่านี้


18 มกราคม 2569

Mr.Data

ยืด-Jump+_info-ปก_0.jpg

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหมากรุกครั้งสำคัญ ยืดเวลาโครงการ Jump+ เร่งบจ.เพิ่มศักยภาพ เตรียมจ้าง Market Maker เสริมสภาพคล่อง ดึงเงินต่างชาติกลับเข้าตลาด พร้อมส่งสัญญาณไม่ปิดกั้นธุรกิจใหม่ แม้เป็น “เหล้า–เบียร์”

คำถามสำคัญคือ มาตรการเหล่านี้จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ถดถอย หุ้น IPO ต่ำจองต่อเนื่อง และน้ำหนัก MSCI ที่ถูกลดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตลท.เปลี่ยนโหมด จากผู้คุมกฎ สู่ผู้เร่งเครื่อง

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่งสัญญาณชัดว่า นับจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความซบเซาของตลาดหุ้นไทยที่ลากยาวมาหลายปี

หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ โครงการ Jump+ ซึ่งตลท.ตัดสินใจ ยืดเวลาการรับสมัครจากเดิมสิ้นปี 2568 เป็นสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมมากขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทตอบรับแล้วกว่า 110 แห่ง ซึ่งตลท.มองว่าเป็นกลุ่มที่กล้า “ก้าวออกจาก Comfort Zone” และพร้อมสื่อสารแผนธุรกิจกับนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมา

Jump+ ถูกออกแบบโดยอิงแนวคิดจาก โครงการ Value Up ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนปรับโครงสร้างการดำเนินงาน และสร้างการรับรู้เชิงบวกกับนักลงทุนทั่วโลก ผ่านการสื่อสารที่ชัดเจนว่า บริษัทใดเข้าร่วม และบริษัทใดยังไม่พร้อม

ในมุมของตลท. การเข้าร่วม Jump+ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่คือการสร้างแรงกดดันทางอ้อมให้บริษัทต้องยกระดับตนเอง มิฉะนั้นอาจถูกนักลงทุนตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตระยะยาว

CG จุดอ่อนเดิม ที่เริ่มพูดกันตรงขึ้น

อีกประเด็นที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาคือเรื่อง บรรษัทภิบาล (Corporate Governance – CG) โดยยอมรับว่า แม้ในอดีตจะมีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีปัญหา แต่ผลกระทบกลับลุกลามสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของทั้งตลาด

ก้าวต่อไปของตลท.จึงไม่ใช่เพียงการออกกฎเพิ่ม แต่เป็นการ สื่อสารเชิงลึกกับคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนโดยตรง เพื่อให้ตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความเสี่ยงของการเป็นกรรมการ โดยเฉพาะประเด็น “กรรมการอิสระ” ที่ในทางปฏิบัติอาจมีความสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้นใหญ่

แนวคิดนี้สะท้อนว่า ตลท.เริ่มมองปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น และยอมรับว่ากฎระเบียบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากวัฒนธรรมการกำกับดูแลยังไม่เปลี่ยน

สภาพคล่องหาย จ้าง Market Maker แก้ได้แค่ไหน

ปัญหาใหญ่ที่ฉุดตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ สภาพคล่องที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลท.จึงเตรียมใช้มาตรการที่ตลาดพัฒนาแล้วใช้กันทั่วไป คือการ จ้าง Market Maker (MM) เข้ามาช่วยดูแลสภาพคล่อง ทั้งในหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นขนาดเล็กอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการผลักดันเครื่องมืออื่น เช่น Bond Connect Platform การปรับลด Risk Charge ของธุรกิจประกันภัยจาก 25% เหลือ 18% การโรดโชว์นักลงทุนต่างชาติในศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม การมี Market Maker อาจช่วยลดสเปรดและเพิ่มวอลุ่มการซื้อขายในระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทน “ความเชื่อมั่นด้านพื้นฐาน” ได้ หากบริษัทจดทะเบียนยังไม่สามารถสร้างการเติบโตของกำไร หรือแก้ไขข้อกังวลด้านธรรมาภิบาล

เงินต่างชาติไหลออก เพราะอะไร

การที่หุ้นไทยถูก MSCI ลดน้ำหนักต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัจจัยระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นขนาดตลาดที่เล็กลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านสภาพคล่องที่ไม่ดึงดูดขาดบริษัทเติบโตระดับโลก

เหตุการณ์เชิงลบด้าน CG ที่เกิดซ้ำ

แม้ตลท.จะพยายามสื่อสารกับนักลงทุนต่างชาติ แต่หากภาพรวมของตลาดไม่เปลี่ยน เงินทุนก็ยากจะไหลกลับมาอย่างยั่งยืนเปิดทางเหล้า–เบียร์ สัญญาณขยายกรอบตลาด

การยืนยันว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ปิดกั้นธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากดำเนินธุรกิจถูกกฎหมายและผ่านเกณฑ์จดทะเบียน ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่าตลท.ต้องการขยายฐานอุตสาหกรรม และลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้นไทย

IPO ต่ำจอง ภาพสะท้อนความเชื่อมั่นที่หายไป

ปี 2568 หุ้น IPO จำนวนมาก ซื้อขายต่ำกว่าราคาจอง โดยมีหลายบริษัทต่ำจองตั้งแต่วันแรก สาเหตุหลักมาจาก การตั้งราคาสูงเกินพื้นฐาน โมเดลธุรกิจไม่แตกต่าง ตลาดรองรับสภาพคล่องไม่ได้ นักลงทุนไม่เชื่อใน Story ระยะยาวปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักลงทุน “ไม่กล้าเสี่ยง” แต่คือ ไม่เชื่อว่าหุ้นจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้จริง

มาตรการนี้ แก้ได้จริงหรือไม่

Jump+ อาจช่วยยกระดับบริษัทจดทะเบียนในระยะกลางถึงยาว Market Maker ช่วยประคองสภาพคล่องในระยะสั้น การโรดโชว์ช่วยสร้างการรับรู้ แต่ทั้งหมดจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า บริษัทจดทะเบียนจะเปลี่ยนจริงหรือไม่

...ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ขาดมาตรการ แต่ขาดบริษัทที่นักลงทุนอยากถือยาว การเติบโตที่พิสูจน์ได้ ธรรมาภิบาลที่เชื่อถือได้ โครงสร้างตลาดที่เปิดรับเศรษฐกิจยุคใหม่

หากแก้ได้เพียงบางจุด ตลาดอาจ “ไม่ทรุดลง” แต่หากแก้ได้ทั้งระบบ ตลาดหุ้นไทยจึงจะกลับมา “น่าลงทุน” อีกครั้ง

ยืด-Jump+_info_0.jpg