Talk of The Town

ITD เคราะห์ซ้ำ! ความเชื่อมั่นสั่น หลังเครนถล่ม เสี่ยงกระทบงานใหม่ พบความสามารถจ่ายหนี้น่าห่วง


15 มกราคม 2569

ITD เคราะห์ซ้ำ! _S2T (เว็บ) copy_0.jpg

จากประเด็นอุบัติเหตุเครนยกสะพานงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ล้มทับขบวนรถไฟโดยสารด่วนดีเซลรางปรับอากาศ บริเวณทางรถไฟบ้านถนนคต ช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว โดยโครงการก่อสร้างดังกล่าวเป็นงานโยธา สัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ภายใต้สัญญาก่อสร้างไฮสปีด ไทย-จีน สัญญาที่ 3-4 ดำเนินการโดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ เดือน ธ.ค.68 อยู่ที่ 99.54%

ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุบัติเหตุดังกล่าว ต้องติดตามบทลงโทษหลังจากนี้ว่าจะกระทบทิศทางการเข้าประมูลงานในอนาคตหรือไม่ อย่างไรก็ตามสำหรับการประมูลงานรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเฟส 2 คาดการประมูลจะเห็นในช่วงครึ่งหลังปี 2569

โดยการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเฟส 2 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำ TOR และมีแนวโน้มจะปรับลดสัญญางานก่อสร้างเหลือ 8 สัญญา และมีการปรับแบบให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น ทำให้เชื่อว่าการแข่งขันประมูลจะลดลง

สำหรับกลุ่มรับเหม่ำ คงน้ำหนัก “Neutral” และ Top pick ได้แก่ STECON (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.00 บาท) จากแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/68 และปี 2569 ขยายตัวดี และมี catalyst จากโอกาสได้งานใหม่เพิ่มจากภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างการเจรจา และมีมุมมองเป็นกลางต่อ CK และ STECON โดยบริษัทไม่มีส่วนในการรับงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ทั้ง 14 สัญญา

สำหรับ ITD ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็น “B” และ “B-” จาก “B+” และ “B” ตามลำดับ พร้อมทั้งคงแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” เช่นเดิม 

โดยการปรับลดอันดับเครดิต สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอกว่าคาด โดยบริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 1 หมื่นล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (9M68) นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าก็คาดว่าจะยังคงอ่อนแอกว่าคาดการณ์เดิมอย่างมีนัยสำคัญ  

รวมไปถึงการขายหุ้นทั้งหมดใน ITD Cementation India Ltd. (ITD CEM) ส่งผลทำให้ฐานรายได้และกำไรของบริษัทลดลงเกือบ 50% ในขณะที่กำไรส่วนใหญ่จากการขายหุ้นจำนวน 8.2 พันล้านบาทถูกหักล้างด้วยผลขาดทุนจากการดำเนินงานในปี 2568 ที่มีจำนวนมาก และแม้บริษัทจะได้ผู้ร่วมลงทุนในโครงการเหมืองแร่โปแตซ แต่ระยะในการพัฒนาโครงการก็ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีกว่าที่จะเริ่มสร้างรายได้ 

ดังนั้น แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงอีกในระยะอันใกล้นี้ เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าบริษัทจะชำระหนี้หุ้นกู้จำนวน 2 พันล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ได้อย่างไร รวมถึงยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของบริษัทอีกด้วย นอกจากนี้การที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2566 นั้นก็ยังคงเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิตอีกด้วย 

ขณะที่อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะผู้นำในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (E&C) ภายในประเทศของบริษัทแม้จะมีแนวโน้มอ่อนแอลงก็ตาม และยังสะท้อนถึงมูลค่าโครงการที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) จำนวนมากด้วย อย่างไรก็ตามจุดแข็งเหล่านี้ถูกลดทอนด้วยโครงสร้างเงินทุนที่มีภาระหนี้สูงและสภาพคล่องที่ตึงตัวของบริษัท รวมถึงความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงและลักษณะที่เป็นวงจรของอุตสาหกรรม E&C 

 

 

ITD