โบรกฯ สกัดแรงขายหุ้นโรงพยาบาล เตือนตลาดแพนิคหุ้นแรงเกินไป Co-payment ไม่กระทบลูกค้าเดิม
โบรกฯ ชี้ปรับตัวลงของราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลต่อประเด็น Co-payment มากเกินไป ขณะที่ผลกระทบ เชิงพื้นฐานจำกัด ชู BCH หุ้นเด่น คาดผลประกอบการเติบโตดีในปี 2569 และบริษัทอาจพิจารณาเพิ่ม Dividend Payout ขึ้น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากประเด็นข่าวบริษัท AIA เตรียมยุติการจำหน่ายประกันสุขภาพแบบคุ้มครองเต็มรูปแบบ (Full coverage) อย่างเป็นทางการ เริ่มในเดือนมีนาคมนี้ และหลังจากนี้จะเสนอเฉพาะแผนประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Co-payment เท่านั้น ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าจะกระทบต่อจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง เนื่องจาก ผู้บริโภคต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่าย ทำให้มีความระมัดระวังในการเบิกจ่ายมากขึ้น โดยมองว่าตลาดมีมุมมองเชิงลบต่อประเด็นดังกล่าวมากเกินไป สำหรับโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากประกันเอกชนต่อรายได้รวม ได้แก่ BDMS 31%, CHG 33%, VIBHA 30%, BCH 25%, PR9 24% และ BH 19% ตามลำดับ โดยมองว่าผลกระทบต่อพื้นฐานของกลุ่ม โรงพยาบาลยังอยู่ในระดับจำกัด จากปัจจัยดังนี้
1.การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Co-payment จะมีผลต่อกลุ่มลูกค้าใหม่เป็นหลัก ขณะที่ลูกค้าเดิม ยังคงได้รับเงื่อนไขเดิม 2.เบี้ยประกันโดยรวมมีราคาถูกกว่าแบบเหมาจ่ายเดิมราว 20–50% ซึ่งเป็นโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบประกันของกลุ่ม โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มวินัยในการใช้สิทธิประกันควบคุมต้นทุนระบบสุขภาพ และสนับสนุนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว
3.ผลกระทบต่อ ผู้บริโภค หากต้องร่วมจ่ายเพิ่ม คาดว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจในกลุ่มโรคทั่วไปที่ไม่รุนแรงเป็นหลัก ขณะที่ การรักษาโรคซับซ้อนคาดว่าไม่กระทบ เนื่องจากยังมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา โดยเมื่อประเมินในกรณี worst case คาดว่าผลกระทบต่อรายได้รวมของกลุ่มไม่เกิน 5%
ทั้งนี้ มองว่ากลุ่มโรงพยาบาลที่รับประกันสังคมยังมีปัจจัยเชิงบวกรออยู่หลังสมาคม โรงพยาบาลเอกชนยื่นข้อเสนอ ต่อ สปส. เมื่อต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมาในการปรับโครงสร้างอัตราค่าบริการ โดยเฉพาะแนวคิดการปรับเพิ่มอัตราการ จ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคซับซ้อน (RW ≥ 2) รวมถึงการปรับอัตราเหมาจ่ายรายหัวให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านมาร์จิ้น และหนุนการเติบโตของกำไร
โดยในเชิงการลงทุนมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นบวกต่อ โรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ประกันตนสูง ได้แก่ BCH, CHG, RJH, LPH และ CMR โดยยังต้องติดตามความคืบหน้าจากการพิจารณาของ สปส. ในระยะถัดไป ขณะที่คาดว่ากำไรของกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 4/68 จะเติบโตจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ที่ฟื้นตัว จากการแพร่ระบาดของโรคตามฤดูกาล ซึ่งปีนี้มีการเลื่อนจากไตรมาส 3/68 มาอยู่ในช่วงปลายปี จากปริมาณฝนที่หนาแน่นผิดปกติในไตรมาส 4/68 ประกอบกับสถานการณ์น้าท่วมในภาคใต้ ส่งผลให้หลังน้ำลดเกิดการระบาดของโรคมากขึ้น และหนุนปริมาณผู้เข้ารับบริการ
โดยโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดคาดเห็นการเติบโตของรายได้ทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน ยกเว้น PR9 ซึ่งอาจเห็นกำไรลดลงจากไตรมาสก่อนจากฐานที่สูงผิดปกติในไตรมาส 3/68 จาก ประโยชน์ทางภาษี อย่างไรก็ดี กำไรยังคงเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายรายได้ผู้ป่วยต่างประเทศ ขณะที่ BDMS คาดรายได้เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผลกระทบน้ำท่วมในโรงพยาบาลกรุงเทพสาขาหาดใหญ่
ดังนั้น ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล “มากกว่าตลาด” มองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นกลุ่ม โรงพยาบาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลต่อประเด็น Co-payment มากเกินไป ขณะที่ผลกระทบ เชิงพื้นฐานจำกัด และยังมีปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างหนุนทั้งจากทิศทางรายได้ในไตรมาส 4/68 และความเป็นไปได้ ในการปรับอัตราชดเชยจากประกันสังคมในระยะถัดไป เลือก BCH (ราคาเป้าหมาย 13.40 บาท) เป็นหุ้นเด่น คาดผลประกอบการเติบโตดีในปี 2569 และบริษัทอาจพิจารณาเพิ่ม Dividend Payout ขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น รวมทั้งคาดครึ่งหลังปี 68 จ่ายอีก 0.44 บาท ให้ Yield 4.6%
ยอดนิยม
“สารัชถ์” ใส่ไม่ยั้ง! ทุ่ม 369 ลบ. ซื้อ GULF เพิ่มกว่า 8.6 ล้านหุ้น ในช่วงราคา 42.43-43 บาท
TASCO กำลังได้ประโยชน์ หลังสหรัฐฯเริ่มขายน้ำมันของเวเนฯ ช่วยหนุนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น
โบรกฯ สกัดแรงขายหุ้นโรงพยาบาล เตือนตลาดแพนิคหุ้นแรงเกินไป Co-payment ไม่กระทบลูกค้าเดิม
ITD เคราะห์ซ้ำ! ความเชื่อมั่นสั่น หลังเครนถล่ม เสี่ยงกระทบงานใหม่ พบความสามารถจ่ายหนี้น่าห่วง