หลังจากพ้นช่วงปลายปีที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะโหมเงินเข้าลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี ช่วงต้นปีก็เป็นจุดสำคัญที่จะจัดธีมหรือพอร์ตการลงทุนในปีนี้ด้วยเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำ 7 กองทุนประจำเดือนมกราคม
_1.jpg)
เริ่มกันที่ KKP GNP กองทุนหลัก Capital Group New Perspective Fund โดยนโยบายการลงทุน กระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยเน้นไปที่การวิเคราะห์แบบ Bottom-up ผ่านผู้จัดการกองทุน 10 คน เพื่อลดความเสี่ยงการพึ่งพาผู้จัดการกองทุนเพียงไม่กี่คน
โดยตราสารทุนสำหรับปี 2569 จากเศรษฐกิจโลกที่จะเติบโตต่อได้ จากแรงผลักดัน ต่างๆ ได้แก่ 1.การลงทุนใน AI, 2.การย้ายฐานการผลิต, 3.มีนโยบายการคลังและการเงิน ที่คอยสนับสนุน และ4.ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง จึงแนะนำทยอยลงทุนเมื่อตลาดหุ้นโลกย่อตัวลง (ยิ่งลง ยิ่งได้ discount)
K-GDBONDUH มี PIMCO GIS Income Fund เป็นกองทุนหลัก โดยนโยบายการลงทุน จะกระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภททั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับสร้างผลตอบแทนรวมในระยะยาว โดยมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด
ในปี 2569 จะยังเป็นปีของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายหลังจากการประชุม FOMC ล่าสุด เฟดมีการปรับประมาณการเงินเฟ้อลง พร้อมมองว่าเงินเฟ้อที่เกี่ยวกับภาษีนำเข้าน่าจะค่อยๆ ลดลงหลังจากไตรมาส 1/69 ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงยังแนะนำกระจายความเสี่ยงไปยังตราสารหนี้ในยามที่ 10Y UST อยู่ในกรอบ 4.00-4.20%
KKP TECH-UH ซึ่งกองทุนหลัก คือ iShares Expanded Tech ETF (IGM) ที่นโยบายการลงทุนจะเน้นลงทุนในกลุ่ม Technology, Communication Services และ Consumer Discretionary ประกอบด้วยหุ้น 280 ตัว โดยไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยมองว่าวัฎจักรของเซมิคอนดักเตอร์รอบนี้จะยาวนานกว่ารอบก่อนๆ จากกำลังซื้อที่เปลี่ยนจากรายย่อย (Consumer) ในรอบก่อนๆ เป็น เทคฯ ใหญ่ (Hyperscalers) และรัฐบาล (Sovereign) ขณะที่ Supply ยังติดคอขวดอยู่หลายขั้นตอนทั้งการผลิตชิปในส่วนการประกอบ (packaging) และ memory shortage ซึ่งเป็นการยืดเวลาของวัฎจักรที่มักจบลงด้วยการ oversupply อีกทั้งผลประกอบการหุ้นในกลุ่มทำได้ดีกว่าคาดมาก แนะนำลงทุนเมื่อ IGM (ETF) ย่อตัวลงโดยเฉพาะจากความกังวลด้านมหภาค
ASP NGF ที่มีกองทุนหลัก Eric Sturdza – Nippon Growth Fund ซึ่งนโยบายการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นแบบ High conviction 34 บริษัท ด้วยวิธีการ Bottom-up โดยเน้นลงทุนในกลุ่ม Conglomerate ด้านการค้า และธนาคารใหญ่
สำหรับหุ้นญี่ปุ่น จากธีมระยะยาว “Deflation to Inflation; De-rating to Re-rating” ตามวัฏจักรของค่าจ้างและราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน หนุนให้การบริโภคในประเทศจะกลายเป็น growth engine ตัวใหม่ โดยล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จากความมั่นใจในวัฏจักรดังกล่าว แนะนำซื้อเมื่อดัชนี Topix ย่อตัวลง
MINDIA โดยมีกองทุนหลักเป็น Jupiter India Select Fund ซึ่งนโยบายการลงทุน จะลงทุนในหุ้นอินเดีย โดยเน้นลงทุนแบบ Bottom-up ในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในราคาที่เหมาะสม จำนวน 60-80 บริษัท โดยกระจายการลงทุนในหุ้นทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นอินเดียจะ Outperform ในปี 2569 จาก GDP อินเดียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนโดยดีมานด์ภายในประเทศ ด้าน RBI ปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อ 0.25% สู่ระดับ 5.25% พร้อมปรับประมาณการ GDP ปีงบประมาณ 25/26 ขึ้นจาก 6.8% เป็น 7.3% และปรับเงินเฟ้อลงจาก 2.6% เป็น 2.0% สะท้อนภาวะ Goldilocks แนะนำซื้อเมื่อดัชนี Nifty 50 ย่อตัวลง
SCBKEQTG ซึ่งมี iShares MSCI South Korea ETF (EWY) เป็นกองทุนหลัก โดยนโยบายการลงทุน จะลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ เพื่อสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัด MSCI Korea 25/50 โดยกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนใน Memory player อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix รวมกันราว 40%
โดยธีม memory super cycle จากภาวะ memory shortage ที่จะลากยาวเกินปี 2569 จากความต้องการใช้ memory ใน AI ที่เร่งตัวขึ้น สะท้อนผ่านผลประกอบการของ Micron ที่ดีกว่าคาดมากอย่าง และส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้เดือน ธ.ค. ที่เติบโต 40% จากช่วงเดียวกัน และ 20% จากเดือนก่อนหน้า
DAOL-CHINATECH ที่มีกองทุนหลักเป็น HSBC Hang Seng Tech โดยนโยบายการลงทุนจะเข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีน 30 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง
ทั้งนี้ จากความชัดเจนที่ภาครัฐมีการออกมาตรการ Trade-in มูลค่า 62.5 พันล้านหยวน มากระตุ้นการบริโภคในช่วงปีใหม่ และตรุษจีน ประกอบกับการที่ดัชนี Hang Seng Tech ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดรอบล่าสุดราว 15-20% ทำให้มองว่าหุ้นเทคฯ มีความน่าสนใจมากขึ้น และมีโอกาสรีบาวด์ได้ในระยะสั้น จึงแนะนำทยอยสะสมเมื่อดัชนีซื้อขายในกรอบ 5,400-6,000 จุด โดยกำหนดจุดขายทำกำไรที่ 6,700 จุด และจุดตัดขาดทุนเมื่อหลุด 5,100 จุด
