Talk of The Town

เศรษฐกิจไทยอันตรายรอบด้าน ชี้หากไม่มี "จุดเปลี่ยนทางนโยบาย" อาจติดวงจรการเติบโต-การลงทุนที่ติดลบ


13 มกราคม 2569


เศรษฐกิจไทยอันตรายรอบด้าน_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า มรสุมเศรษฐกิจไทยปี 2026 เมื่อการเมืองและสงครามการค้าเขย่าเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยในปี 2026 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ จากรายงานของ 
BLOOMBERG ECONOMICS ชี้ให้เห็นสัญญาณอันตรายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกและความเปราะบางภายในประเทศ ซึ่งอาจฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยหดตัวลง 0.5% ในปีนี้ โดยมีรายละเอียด 4 ด้านหลักๆ ดังนี้ 

1.แรงกดดันจากกำแพงภาษีและเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหากมีการบังคับใช้ภาษีอัตราสูงกับ "เซมิคอนดักเตอร์" และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 29% ของการส่งออก สินค้าไทยในปี 2024 

นอกจากนี้ ภาคยานยนต์ของไทยยังเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ระดับ 25% ซึ่งทำให้เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม หรือเม็กซิโกและแคนาดาที่ได้รับข้อยกเว้น ในขณะเดียวกัน ความหวังที่จะพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวก็ริบหรี่ลง เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังคงซบเซา ส่งผลให้ นักท่องเที่ยวจีนในปี 2025 กลับมาเพียง 41% ของระดับก่อน COVID และมีการใช้จ่ายต่อหัวลดลง 

2.กับดักการเมืองและนโยบายประชานิยม การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ก.พ. 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทาง การเมืองที่ฝังรากลึกอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าเหมือนในปี 2023 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและ การเบิกจ่ายงบประมาณ  สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ "พื้นที่ทางการคลัง" (FISCAL SPACE) ที่ลดน้อยลง หนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะเพดาน 70% ของ GDP ในปี 2026 ขณะที่ ธปท.เหลือพื้นที่นโยบายดอกเบี้ยเพียง 1.25% (125 BPS) เท่านั้น รัฐบาลที่ผ่านมามักเน้นนโยบายแจกเงินระยะสั้น มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาวที่จำเป็นต่อการเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขัน  
 
3.วิกฤตโครงสร้างสังคมสูงวัยและการสูญเสียแชมป์ในอาเซียน ปัญหาพื้นฐานที่กดดันไทยมาตลอดทศวรรษคือโครงสร้างประชากร จำนวนวัยแรงงานของไทยเริ่มหดตัวลง ตั้งแต่ปี 2019 เนื่องด้วยอัตราการเกิดต่อปีลดลงเหลือปีละ 4 แสนคน (อดีตตกปีละ 6-7 แสนคน) ซึ่งฉุดรั้งศักยภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเป็นภาระที่กดดันการบริโภค ผลลัพธ์จากการเติบโตที่ถดถอยสะสมทำให้ในปี 2024 ไทยร่วงจากอันดับ 2 ลงมาเป็นอันดับ 3 ของเศรษฐกิจที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) โดยถูกสิงคโปร์แซงหน้า ทั้งที่สิงคโปร์มีประชากรน้อย กว่าไทยถึง 10 เท่า หากไม่มีการเร่งปรับตัวไทยเสี่ยงที่จะจมอยู่ในอันดับรั้งท้ายของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักใน อาเซียน (ASEAN-6)

4.ปัจจัยซ้ำเติมอื่น ๆ ไทยยังเผชิญกับปัญหายิบย่อยที่บั่นทอนเศรษฐกิจ เช่น ความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชาที่กระทบการค้าและการท่องเที่ยว รวมถึงภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมรุนแรงในช่วงปลายปี 2025 ที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน   

บทสรุป รายงานชี้ว่าหากไม่มี "จุดเปลี่ยนทางนโยบาย" ที่น่าเชื่อถือในปีนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในวงจร การเติบโตและการลงทุนที่ติดลบ ซึ่งจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก