เศรษฐกิจไทยอันตรายรอบด้าน ชี้หากไม่มี "จุดเปลี่ยนทางนโยบาย" อาจติดวงจรการเติบโต-การลงทุนที่ติดลบ

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า มรสุมเศรษฐกิจไทยปี 2026 เมื่อการเมืองและสงครามการค้าเขย่าเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยในปี 2026 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ จากรายงานของ BLOOMBERG ECONOMICS ชี้ให้เห็นสัญญาณอันตรายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกและความเปราะบางภายในประเทศ ซึ่งอาจฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยหดตัวลง 0.5% ในปีนี้ โดยมีรายละเอียด 4 ด้านหลักๆ ดังนี้
1.แรงกดดันจากกำแพงภาษีและเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหากมีการบังคับใช้ภาษีอัตราสูงกับ "เซมิคอนดักเตอร์" และสินค้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 29% ของการส่งออก สินค้าไทยในปี 2024
นอกจากนี้ ภาคยานยนต์ของไทยยังเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ระดับ 25% ซึ่งทำให้เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม หรือเม็กซิโกและแคนาดาที่ได้รับข้อยกเว้น ในขณะเดียวกัน ความหวังที่จะพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวก็ริบหรี่ลง เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังคงซบเซา ส่งผลให้ นักท่องเที่ยวจีนในปี 2025 กลับมาเพียง 41% ของระดับก่อน COVID และมีการใช้จ่ายต่อหัวลดลง
2.กับดักการเมืองและนโยบายประชานิยม การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทาง การเมืองที่ฝังรากลึกอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าเหมือนในปี 2023 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและ การเบิกจ่ายงบประมาณ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ "พื้นที่ทางการคลัง" (FISCAL SPACE) ที่ลดน้อยลง หนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะเพดาน 70% ของ GDP ในปี 2026 ขณะที่ ธปท.เหลือพื้นที่นโยบายดอกเบี้ยเพียง 1.25% (125 BPS) เท่านั้น รัฐบาลที่ผ่านมามักเน้นนโยบายแจกเงินระยะสั้น มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาวที่จำเป็นต่อการเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขัน
3.วิกฤตโครงสร้างสังคมสูงวัยและการสูญเสียแชมป์ในอาเซียน ปัญหาพื้นฐานที่กดดันไทยมาตลอดทศวรรษคือโครงสร้างประชากร จำนวนวัยแรงงานของไทยเริ่มหดตัวลง ตั้งแต่ปี 2019 เนื่องด้วยอัตราการเกิดต่อปีลดลงเหลือปีละ 4 แสนคน (อดีตตกปีละ 6-7 แสนคน) ซึ่งฉุดรั้งศักยภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเป็นภาระที่กดดันการบริโภค ผลลัพธ์จากการเติบโตที่ถดถอยสะสมทำให้ในปี 2024 ไทยร่วงจากอันดับ 2 ลงมาเป็นอันดับ 3 ของเศรษฐกิจที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) โดยถูกสิงคโปร์แซงหน้า ทั้งที่สิงคโปร์มีประชากรน้อย กว่าไทยถึง 10 เท่า หากไม่มีการเร่งปรับตัวไทยเสี่ยงที่จะจมอยู่ในอันดับรั้งท้ายของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักใน อาเซียน (ASEAN-6)
4.ปัจจัยซ้ำเติมอื่น ๆ ไทยยังเผชิญกับปัญหายิบย่อยที่บั่นทอนเศรษฐกิจ เช่น ความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชาที่กระทบการค้าและการท่องเที่ยว รวมถึงภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมรุนแรงในช่วงปลายปี 2025 ที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
บทสรุป รายงานชี้ว่าหากไม่มี "จุดเปลี่ยนทางนโยบาย" ที่น่าเชื่อถือในปีนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในวงจร การเติบโตและการลงทุนที่ติดลบ ซึ่งจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
ยอดนิยม
OR ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล เยียวยาผู้แทนจำหน่ายปั๊มน้ำมัน หลังเกิดเหตุความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้
ระส่ำ! “อารียา พรอพเพอร์ตี้” อสังหาฯชื่อดัง เบี้ยวจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ เหตุบริษัทมีกระแสเงินสดไม่เพียงพอ
ลุ้น KTB ปันผลครึ่งหลังปี 68 โบรกฯ คาดจัดหนัก 1.28 บาท คิดเป็นยีลด์กว่า 4.5%
โลกวุ่นทำราคาทองนิวไฮ ลุ้นทะยานต่อแตะ 4,600 เหรียญฯ ผวา! สหรัฐฯ แทรกแซงองค์กรอิสระ