Talk of The Town

ช็อก! ปี 68 หุ้นกู้แตกระนาว ยอดผิดนัดพุ่ง 8,319 ล้านบาท แถมเลื่อนจ่ายอีก 5.9 หมื่นล้านบาท


08 มกราคม 2569

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ปี 2568 โดย เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวต่ำกว่าคาดจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2568 ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมขยายตัว 4.67% จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก

ช็อก! ปี 68 หุ้นกู้แตกระนาว_S2T (เว็บ) copy_0.jpg


โดยมูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 4.67% จากสิ้นปี 2567 โดย ณ สิ้นปี 2568 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 17.91 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ 
GDP) เพิ่มขึ้น 4.67% จาก ปีก่อนหน้า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่สองนับจากปี 2566  

สำหรับการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวลดลง 3.51% จากปีที่แล้ว ซึ่งในปี 2568 มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY)  

แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IG สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ย การออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มี ยอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY, FINANCE, และ PROPERTY ตามลำดับ หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 2568 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 

ขณะที่การออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG bond) เพิ่มขึ้น 18.18% จากปี 2567 โดยการออก ESG bond ในปี 2568 เท่ากับ 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการออกเพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่ยังคงเป็นผู้นำการออก ESG bond โดยในปี 2568 ได้หันมาออก Sustainability-linked Bond (SLB) เป็นหลักแทนการออก Sustainability bond ส่วนภาคเอกชนมีมูลค่าการออก SLB เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2568 ESG bond มีมูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย 

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567 

ด้านหุ้นกู้ผิดนัดชำระหว่าง ม.ค. –ธ.ค.2568 รวม 8,319 ล้านบาท จากผู้ออก 8 ราย ประกอบด้วย เดือนม.ค. CV 1 รุ่น 452 ล้านบาท ส่วนเดือนก.พ.WTX 1 รุ่น 408 ล้านบาท เดือนมี.ค.CHO 4 รุ่น 745 ล้านบาท, เม.ย.CV 1 รุ่น 300.3 ล้านบาท ขณะที่เดือน มิ.ย. GRAND 1 รุ่น 300 ล้านบาท CV 1 รุ่น 131.4 ล้านบาท ส่วนเดือน ก.ค.PRIME 1 รุ่น 1,079 ล้านบาท 

ขณะที่เดือนก.ย.SQ 4 รุ่น 1,097 ล้านบาท เดือนต.ค.GRAND 1 รุ่น 202 ล้านบาท TTCL 1 รุ่น 390 ล้านบาทAQUA 1 รุ่น 90.2 ล้านบาท ต่อมาเดือนพ.ย.TTCL 4 รุ่น 2,155 ล้านบาท และเดือนธ.ค.PRIME  2 รุ่น 970 ล้านบาท 

สำหรับปี 2567 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระจากผู้ออก 5 ราย มูลค่ารวม 3,172 ล้านบาท และมี 2566 มีหุ้นกู้ผิดนัดชาระจากผู้ออก 5 ราย มูลค่ารวม 16,363 ล้านบาท 

ขณะที่ หุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระในช่วง ม.ค. –ธ.ค.ปี 2568 รวม 59,804 ล้านบาท จากผู้ออก 21 ราย เมื่อเทียบปี 2567 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระจากผู้ออก 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท และในปี 2566 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระจากผู้ออก 14 ราย มูลค่ารวม 12,443 ล้านบาท