รายงานพิเศษ : AMA เดินหน้ากลยุทธ์ให้บริการขนส่ง ครบวงจร “ทางเรือ-ทางบก-อากาศ” วางเป้าภายในปี71 รายได้แตะ 5 พันลบ.
บมจ.อาม่า มารีน (AMA) ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนาน ทั้งการขนส่งทางบก และทางน้ำ เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ขยายธุรกิจสู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร ตั้งเป้าภายใน 3 ปี (2569–2571) รายได้แตะ 5,000 ล้านบาท ภายใต้ "จุดแข็ง" ด้านการให้บริการขนส่งที่ครอบคลุมทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมต่อยอดสู่การขนส่งทางอากาศผ่านโดรน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมทัพรายได้ รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“พิศาล รัชกิจประการ” กรรมการผู้จัดการ AMA เปิดเผยว่า จากธุรกิจขนส่งทางเรือที่เน้นการขนส่งน้ำมันและเคมีภัณฑ์เป็นหลักแล้ว ธุรกิจขนส่งทางบกของบริษัทฯ ก็เติบโตควบคู่ไปกับความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ได้เพิ่มจำนวนกองรถบรรทุกและพัฒนา “ระบบติดตามเส้นทางแบบเรียลไทม์ (Fleet Management System)” เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน
ขยายสู่ “โลจิสติกส์ทางอากาศ” ผ่านโดรน
หนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดของ AMA คือ การเตรียมขยายธุรกิจสู่การให้บริการขนส่งทางอากาศผ่านโดรน (Drone Logistics) ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก โดยเทคโนโลยีโดรน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เช่น ยา เวชภัณฑ์ ให้สามารถจัดส่งได้รวดเร็วขึ้น ลดต้นทุนด้านแรงงาน และเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้อย่างคล่องตัวและแม่นยำ
ล่าสุด AMA ได้ร่วมสาธิตการบินโดรนขนส่งยาและเวชภัณฑ์ เพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะในภาคการแพทย์ โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาสัญญาในเดือน ธันวาคม 2568 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มีนาคม 2569 ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าโครงการนี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานระบบโลจิสติกส์ทางการแพทย์ของประเทศไทย ให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจของ AMA ในอนาคต โดยขณะนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และการร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อวางรากฐานธุรกิจใหม่ในอนาคต
ปักเป้ารายได้ 5,000 ลบ. ภายใน 3 ปี
AMA วางเป้าหมายรายได้รวมแตะระดับ 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 โดยมี 3 ปัจจัยหลักเป็นแรงขับเคลื่อน ได้แก่ 1. การเพิ่มขีดความสามารถของกองเรือและกองรถ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น, 2. ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางบก หรือทางรถ ยังมีการเติบโตที่ดีความต้องการลูกค้า ทั้งรายเดิมลูกค้าหลักอย่าง บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี หรือ PTG ที่ใช้บริการขนส่งคิดเป็นกว่า 90% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด อีกทั้งบริษัทย่อยอย่าง TSSK Logistics (TSSK) ซึ่ง AMA ถือหุ้น 76% ยังช่วยสนับสนุนรายได้จากการขนส่งเม็ดพลาสติกและตู้คอนเทนเนอร์ และ 3.การต่อยอดสู่เทคโนโลยีโลจิสติกส์ใหม่ เช่น โดรน และระบบบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะ (Smart Logistics)
ตั้งเป้ารายได้ปี 68 เติบโต 2 หลัก
ในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตในระดับ Double Digit หรือไม่น้อยกว่า 10% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และการเพิ่มจำนวนรถขนส่งของบริษัทฯ และบริษัท เอ เอ็ม เอ โลจิสติกส์ จำกัด (AMAL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย
ปัจจุบัน AMA มีรถขนส่งในระบบกว่า 500 คัน โดยเป็นของ AMAL ประมาณ 300 คัน ส่วนที่เหลืออยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทแม่ โดยมีอัตราการใช้งานรถอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ล่าสุด บริษัทฯ เตรียมลงทุนเพิ่มเติมราว 300–400 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อรถขนส่งน้ำมันอีก 30 คัน เพื่อรองรับแผนขยายสาขาของลูกค้าหลักอย่าง PTG ซึ่งตั้งเป้าขยายร้าน “กาแฟพันธุ์ไทย” ให้ครบ 5,000 สาขา ทั่วประเทศภายใน 3 ปีข้างหน้า
AMA หุ้นขนส่งเติบโตยั่งยืน
กรรมการผู้จัดการ AMA ฝากถึงนักลงทุนว่า นับตั้งแต่หุ้น AMA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2559 ตลอดระยะเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา แม้ผลประกอบการจะผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจในบางช่วง แต่บริษัทฯ ยังคงสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี สะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยในระดับสูง จึงเชื่อมั่นว่า AMA เป็นหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุนได้อย่างมั่นคง
ด้วยกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ผนวกกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความมุ่งมั่นของผู้บริหาร AMA จึงพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็น “ผู้นำด้านโลจิสติกส์ครบวงจรระดับภูมิภาค” อย่างแน่นอน