“ธี่หยด 3” รายได้พุ่งทุบสถิติ! นักวิเคราะห์ชู MAJOR เด่นสุด Q4 มีลุ้นหนังทะลุร้อยล้าน 4 เรื่องรวด
ล่าสุด “ธี่หยด” หนังผีสยองขวัญที่มีแฟรนไชส์ออกมาถึง 3 ภาค ก็ได้เข้าโรงภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งกระแสการตอบรับจากผู้บริโภคก็ยังคงเป็นอะไรที่สนใจอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการของ MAJOR ในช่วงครึ่งปีหลังด้วยเช่นกัน 
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองต่อหุ้น MAJOR กำไรครึ่งปีหลังปี 68 จะกลับมาเติบโตโดดเด่น โดยแนวโน้มไตรมาส 3/68 จะเติบโตเด่นทั้งไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกัน จากรายได้จากค่าตั๋วหนัง (Admissions) ที่เติบโต 20-25%
โดยจากการที่มีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่เข้าฉายหลายเรื่อง อาทิ Jurassic World Rebirth, Superman, The Fantastic Four: First Steps และดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต เติบโตแรงจากฐานปีก่อนที่มีภาพยนตร์เข้าฉายน้อยและไม่มีหนังไทยหรือฮอลลีวูดฟอร์มใหญ่
ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายอาหารและป๊อบคอร์นเติบโตตามรายได้ภาพยนตร์ ด้านประสิทธิภาพในการทำกำไรคาดดีขึ้น นอกจากผลของรายได้ที่ฟื้นตัว บริษัทมีนโยบายควบคุมต้นทุน ไม่มีการลดราคาป๊อบคอร์นเหมือนไตรมาสก่อน และเริ่มเห็นผลบวกจากกลยุทธ์ในการลดต้นทุน ในการปิดโรงภาพยนตร์บางแห่งที่มีรายได้น้อยและมีค่าเช่าที่สูง เพื่อลดต้นทุนค่าเช่า
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/68 คาดยังดีต่อเนื่อง จากภาพยนตร์ที่คาดว่าทำรายได้เกิน 100 ล้าน อาทิ Avata3, ธี่หยด3, อีเรียมซิ่ง 2 และอนงค์ 2 ซึ่งล้วนเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินดีในภาคก่อน จากข้อมูลล่าสุด ภาพยนตร์ธี่หยด 3 เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดของปี 60 ล้านบาท
สำหรับธุรกิจอื่นๆคาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นกัน อาทิธุรกิจป๊อปคอร์น ที่หาช่องทางการขายใหม่ๆมากขึ้น ส่วนรายได้โฆษณาคาดดีขึ้นเนื่องจากภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายมากขึ้นกว่าทั้งครึ่งปีแรกและปีก่อน ซึ่งภาพรวมปี 2568 คงประมาณการกำไรที่ 621 ล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อน
ทั้งนี้ จากการที่ MAJOR จับมือกับ TKN เพื่อตั้งบริษัทร่วมทุน “ทีเคเอ็น แอนด์เมเจอร์ป๊อปคอร์น จำกัด” เรามีมุมมองเป็นบวกจากการนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาผสมผสานกัน เมเจอร์มีแบรนด์ป๊อปคอร์นโรงหนังที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและยอมรับในคุณภาพ
ส่วนเถ้าแก่น้อยมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นการต่อยอดให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และดีลนี้ช่วยให้เมเจอร์สามารถกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ใหม่จากธุรกิจอื่นนอกจากภาพยนตร์
ขณะที่ ราคาหุ้นปรับลดลงสะท้อนผลประกอบการที่อ่อนแอในครึ่งปีแรกไปแล้ว เราคาดหวังผลประกอบการจะพลิกกลับมาเติบโตโดดเด่นในครึ่งปีหลังปี 68 จากการเข้าฉายของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องทั้งฮอลลีวูดและไทย ซึ่งจะหนุนทั้งรายได้จากตั๋วชมภาพยนตร์รายได้โฆษณา และรายได้จากการขายอาหารฟื้นตัวแรงขึ้น
รวมถึงผลบวกจากนโยบายการควบคุมต้นทุน อีกทั้งราคาปัจจุบันถือว่าถูก ซื้อขายที่ P/E เพียง 10.9 เท่า ต่ำ ซึ่งต่ำกว่าช่วงวิกฤตการแพร่ระบาด COVID-19 จึงคงมูลค่าพื้นฐานที่ 13.50 บาท และ แนะนำ “ซื้อ”
ยอดนิยม
SCC ตอกย้ำความแกร่ง! ครึ่งแรกปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA แตะ 4.29 หมื่นล้าน
TACC ฤดูร้อนหนุน ลุ้นกำไร Q2 ทุบสถิตินิวไฮ โบรกฯอัพเป้าหมาย 7.10 บาท
ตามต่อ! เปิดข้อมูลย้อนหลัง KKP พบกลุ่มผู้บริหาร ขายหุ้น-วอแรนต์ ตั้งแต่ต้นปี สวนทางหุ้นพุ่ง 65% โกยเงินรวม 54 ลบ.
THAI ระทึก! เจ้าหนี้ทุนต่ำ 2.5 บาท ปลดล็อก 1.98 หมื่นล้านหุ้น เสี่ยงเทขายถล่มกระดาน 4 ส.ค.นี้