เปิดสถิติดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 2 5 ปีย้อนหลัง ส่วนใหญ่ลดลง 5-7% พบปี 63 ดัชนีพุ่งสวนทาง 18.93%
จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส2 ของระยะเวลา 5 ปีย้อนหลัง ส่วนใหญ่ ดัชนีจะปรับตัวลดลงมากกว่า โดยในแต่ละปีจะมีปัจจัยที่มีอิทธิพลที่แตกต่างกัน และการเคลื่อนไหวของดัชนีมีดังนี้
ไตรมาส2 ปี 67 ดัชนีหุ้นไทย ลดลง 5.59%
ไตรมาส2 ปี 66 ลดลง 6.59%
ไตรมาส2 ปี 65 ลดลง 7.49%
ไตรมาส2 ปี 64 เพิ่มขึ้น 0.04%
ไตรมาส2 ปี 63 เพิ่มขึ้น 18.93%
บล.ทรีนีตี้ มองการเก็บภาษี Reciprocal tariff ที่สูงกว่าคาดนี้จะส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเร่งตัวขึ้นในระยะสั้น ซึ่งจะมาพร้อมๆกับความเสี่ยง Downside ของเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น นั้นหมายความว่าความเสี่ยงของปัจจัย Stagflation ที่สูงขึ้นตามไปด้วย มองบริบทดังกล่าวจะทําให้ผู้กําหนดนโยบายการเงินของประเทศต่างๆทํางานได้ยาก ซึ่งก็จะทําให้ตัวช่วยของตลาดทุนลดน้อยลงไปอีก
ทั้งนี้ หากอ้างอิงจากบทวิเคราะห์การลงทุนประจําไตรมาสที่ 2 ของเรา ยังคงแนะนํา Overweight สินทรัพย์ปลอดภัยต่อไป โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ แม้ Yield จะทําจุดตํ่าสุดใหม่ต่อเนื่อง แต่ประเมินว่ามีโอกาสจะขยับลงได้อีก โดยเฉพาะรุ่นระยะกลางขึ้นไป หากนักลงทุนในตลาดเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเดินหน้าไปสู่ ภาวะถดถอยมากขึ้น ส่วนมุมมองของเราต่อตราสารทุนนั้น เรายังคงแนะนํา Underweight ตลาดหุ้นสหรัฐฯเป็นสําคัญ เนื่องจากยังคงมองเช่นเดิมว่าจะเป็นประเทศที่เสียประโยชน์โดยตรงในระยะสั้น จากทั้งต้นทุนสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังระดับราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายให้แพงขึ้นด้วยเช่นกัน
Implication to Thailand : มองผลกระทบของการขึ้นภาษีนําเข้าของสหรัฐฯที่มีต่อไทยดังกล่าว หากดําเนินการทันทีในอัตรา 36% จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ผ่านการส่งออกสินค้าซึ่งมีสัดส่วนอยู่ราว 60% ของ GDP แต่มองผลกระทบที่จะส่งต่อมายังตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในระดับตํ่ากว่า เนื่องจาก 1) สัดส่วนหุ้นส่งออกในตลาดมีนํ้าหนักไม่มาก และ 2) Valuation ของหุ้นไทยที่อยู่ในระดับตํ่ามาก 3) ความสัมพันธ์ของหุ้นไทยกับหุ้นโลกที่อยู่ตํ่ามากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
มองผลกระทบต่อ Sector ต่างๆในตลาดหุ้นไทยอยู่ 3 ด้าน ด้านแรกคือผลกระทบไปยังกลุ่มผู้เล่นส่งออกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม อาหาร สินค้าเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เป็นต้น ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงในตลาดโลก จากความกังวลทางด้าน Demand ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น เช่น กลุ่ม พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น และอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องระวังหากเศรษฐกิจโลกชะลอมากขึ้นคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จากกําลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจลดลงในช่วงถัดไป
ทั้งนี้ ยังคงกําหนดกรอบแนวรับของ SET Index ประจําไตรมาส 2 ไว้ที่เดิมก่อน ซึ่งมีอยู่ 2 แนวด้วยกัน ได้แก่บริเวณ 1150 จุด และ 1100 จุด สาเหตุหลักเนื่องจาก มองว่าระดับ Valuation ของ SET อยู่ตํ่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่ระดับ 1100 จุดก็เป็นระดับที่ซื้อขายด้วย Forward PBV 1.07x หรือเทียบเท่าจุดตํ่าสุดที่เคยเกิดขึ้นระหว่างวันในช่วงวิกฤติ Covid-19 แล้ว
ยอดนิยม
หุ้นไทยโหมดพุ่งไม่พัก! 6 วันบวกแรง 82 จุด เหลืออีกแค่ 70 จุด ชนเป้าปี 69 โบรกฯ
เม็ดเงินกำลังย้ายขั้ว! หลังอินโดฯ เสี่ยงถูกลดน้ำหนัก MSCI เปิดทาง Fund Flow ไหลเข้า “หุ้นไทย”
GULF จับมือ Google Cloud “สารัชถ์” ชี้เพื่อผลักดันให้กลุ่มบริษัท ก้าวสู่การเป็นผู้นำในยุค AI
สรุปงบหุ้นกลุ่ม “ธนาคาร” KBANK ครองแชมป์ กำไรสูงสุดประจำปี 68 KTB เบียดแซง BBL-SCB ขึ้นเบอร์ 2