Talk of The Town

น้ำมันส่อพุ่ง 130 เหรียญ ผู้บริโภคเสี่ยงซื้อสินค้าราคาแพง หากผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว


09 มีนาคม 2569

น้ำมันส่อพุ่ง 130 เหรียญ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

โบรกฯ มองราคาน้ำมันพุ่งแรง รับแรงหนุนสงครามตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีตัวเลขการส่งออกสุทธิพลังงาน ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการขนส่งจะเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น หากผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว ภาระจะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น

นักวิเคราะห์บริษัทบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางบานปลายจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน ผลกระทบแรกที่จะกระทบไปทั่วโลก คือ วิกฤตราคาพลังงาน เนื่องจากการปิดช่อง แคบฮอร์มุซหรือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง ทำให้ SUPPLY น้ำมันดิบ โลกหายไป และดันราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยฯ

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีตัวเลขการส่งออกสุทธิพลังงาน -7.8% ของ GDP ซึ่งต่ำสุดเมื่อเทียบกับหลาย ประเทศในภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบทางตรงแง่ของต้นทุนทันที นำไปสู่ปัญหาการขาดดุลการค้า และอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ วิกฤตดังกล่าวยังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อประเทศไทย ได้แก่ 1. ต้นทุนภาคการผลิตและโลจิสติกส์ : ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการขนส่งจะเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น หากผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว ภาระจะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น

2. กำลังซื้อของประชาชนหดตัว : เมื่อสินค้าและอาหารแพงขึ้น แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม จะทำให้กำลังซื้อ ภายในประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ

3. ความท้าทายของนโยบายการเงิน : ธปท.จะตัดสินใจลำบากมากขึ้น หากเศรษฐกิจชะลอตัว (ต้องการ ดอกเบี้ยต่ำ) แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน (ต้องการดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) จะเกิดภาวะ STAGFLATION

สรุป สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับไทย ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานใน สัดส่วนที่สูงถึง 7.8% ของ GDP ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการแกว่งตัวของราคาน้ำมันโลก รัฐบาล และภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีแผนบริหารความเสี่ยง ทั้งการหาแหล่งพลังงานสำรอง การจัดการกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง และในระยะยาวต้องเร่งปรับโครงสร้างไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง และทำ ให้เหลือเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง 

ราคาน้ำมันเสี่ยง 95-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าเป็นบวกต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น จากอุปทานที่เป็นไปได้ที่ลดลง โดยเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นจากการที่การขนส่งไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้

ทั้งนี้ สถานการณ์ในปัจจุบันสอดคล้องฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (worst-case scenario) ที่มองก่อนหน้านี้คือ เป็นสงครามที่ยืดเยื้อและลามไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปิด Strait of Hormuz ซึ่ง scenario นี้ ราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยอยู่ในช่วง 95-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเบื้องต้นยังคงสมมติฐานราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยปี 2569 ที่ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ดังนั้น ยังคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” สำหรับกลุ่มพลังงานและ PTTEP จะได้ประโยชน์จากข่าวนี้มากที่สุด จากราคาขายเฉลี่ย (blended ASP) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ แม้คำแนะนำ ระยะยาวของ คือ PTTEP แต่มองเห็นโอกาสใน trading ระยะสั้น โดยได้ทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) ต่อราคาน้ำมัน ประเมินว่า ทุกๆราคาน้ำมันดิบระยะยาวที่เพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาเป้าหมายของ PTTEP สูงขึ้น 1 บาท