หากพูดถึงบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยก็คงไม่มีใครที่จะไม่พูดถึง 2 บริษัทแม่ลูกยัก์ใหญ่อย่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของทั้งคู่ก็ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง
โดยในวันที่ 18 ธ.ค. 67 CPAXT หลังจากที่ประกาศการลงทุนแผนการลงทุนกว่า 7.97 พันล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น 95% ในบริษัท Axtra GrowthPlus และ MQDC Town Corp ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม CP ลงทุนอีก 420 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น 5% จากนั้น Axtra Growth Plus ได้ลงทุน 100% ใน Happitat ที่ Forestias Co Ltd ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Happitat
และต่อมาในวันที่ 31 ม.ค. 68 CPALL ก็มีกระแสข่าวเกี่ยวกับอาจเข้าร่วมลงทุน Seven & I ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของร้านสะดวกซื้อ7-11 ทั่วโลก ร่วมกันกับผู้ก่อตั้งที่ประกาศหาพันธมิตรในการทำ Management Buyout (MBO) มูลค่าสูงราว 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อป้องกันการเสนอซื้อกิจการจาก Alimentation Couche-Tard บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่จากแคนาดา
ทั้งนี้ จากการรวบรวมและสำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของทั้ง 2 บริษัท ในช่วง 3 เดือนหรือช่วงที่มีกระแสข่าวข้างต้นก็ได้ปรับตัวลงมา โดย CPALL ปรับตัวลงมา 21.88% มาอยู่ที่ระดับราคา 50 บาท ซึ่งในด้านของมาร์เก็ตแคปก็ปรับลงมาสู่ระดับ 449,155 ล้านบาท ลดลง 20.94%
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลง ได้ปัจจัยลบไปมากแล้วในกรณีที่มูลค่าการลงทุนของบริษัทเกิดขึ้นจริงและมีสัดส่วนการลงทุนตามข่าวล่าสุด ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน PE เพียง 16 เท่าและหากรวมผลกระทบจากการลงทุนแล้วจะอยู่ที่ 17 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และ 10 ปี
ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 81.50 บาท แต่หากบริษัทมีการลงทุนด้วยมูลค่าตามข่าว เบื้องต้นคาดราคาเหมาะสมใหม่จะอยู่ในกรอบ 70 บาท ซุ่งจะมีอัพไซด์มากกว่า 20% เทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน
ขณะที่ CPAXT ราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนย้อนหลัง ได้ปรับตัวลงมา 30% มาอยู่ที่ระดับราคา 26.75 บาท สำหรับด้านของมาร์เก็ตแคปก็ปรับลงมาสู่ระดับ 255,477 ล้านบาท ซึ่งลดลงมาถึง 30%
สำหรับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 38 บาทหลังปรับประมาณการกำไรเพื่อสะท้อนถึง Synergy จากการรวมกิจการซึ่งเข้ามาเร็วกว่าเป้าหมายเดิม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันจากการลงทุนในโครงการThe Happitat และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้
สำหรับคาดการณ์กำไรสุทธิในปี 68 จะเติบโต 18% จากปีกอ่หน้าจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มยอดขายสินค้ากลุ่มอาหารสดและการขายผ่าน Omni-channel รวมถึงการรับรู้ผลบวกจากการประหยัดหลัง Synergy คาดว่าจะสูงถึง 2.5 พันล้านบาทในปี 68%20copy.jpg)
ยอดนิยม
JMART งบ Q2 กำไรโต 91% หนุนครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 375 ลบ. ล่าสุดบุ๊กกำไร "สุกี้ตี๋น้อย" 100 ล้าน
HANA-GUNKUL เงินไหลเข้า 500 ลบ. หลัง MSCI ปรับพอร์ตลงทุน ฟาก CPN สุดช้ำ! โดนแรงขาย 1,000 ล้าน
“แอมป์ พิธาน” รับจุกๆ ได้เงินปันผลจากหุ้น KCE มูลค่ากว่า 112 ล้านบาท
ลุ้น KBANK มีปันผลพิเศษ หลังเงินเหลือจากซื้อหุ้นคืน 5.32 พันลบ. โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ให้เป้า 300 บาท