Talk of The Town
โบรกฯ หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,450 จุด เหตุมีเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาลสูง คาดผลงาน บจ. ไตรมาส 3/67 ทรุดตัว
19 สิงหาคม 2567
จบไปแล้วสำหรับการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยไตรมาส 2/67 ผพบว่า มีกำไรสุทธิ 2.63 แสนล้านบาท ลดลง 2.9% จากไตรมาสก่อน แต่เติบโต 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองกำไรสุทธิดังกล่าว ดีกว่าคาดการณ์ของฝ่ายวิจัยที่ 2.30 แสนล้านบาท ราว 14%

โดย กลุ่มที่กำไรหดตัวจากไตรมาสก่อน คือ ปิโตรเคมี โดยเฉพาะ IVLที่มีรายการด้อยค่า ส่วนเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตเด่นสุดในรอบ 3 ไตรมาส จากกลุ่มพลังงาน เติบโต 56.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, อาหารเครื่องดื่ม เติบโต 172.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค้าปลีก เติบโต 31.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก GPM ที่ดีขึ้นการท่องเที่ยวฟื้นตัวและการเบิกจ่ายของภาครัฐ
ขณะที่สื่อสาร เติบโต 31.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดลง, และอิเล็กทรอนิกส์เติบโต 38.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายในส่วนของ Data Center ที่เติบโตตามกระแส AI
สำหรับหุ้นใน Coverage ของฝ่ายวิจัยที่มีการ Preview ผลประกอบการทั้ง 111 บริษัทส่วนใหญ่เป็นไปตามคาดที่ 50% หรือ 56 บริษัท ดีกว่าคาด 30% หรือ 33 บริษัท และต่ำกว่าคาด 20% หรือ 22 บริษัท
ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/67 มีโอกาสชะลอทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานสูง โดยฐานไตรมาส 3/66 ได้แรงหนุนจากกำไรสต็อกน้ำมันของกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ไตรมาส 3/67 ที่คาดชะลอจากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการชะลอตัวของภาคบริโภคในประเทศและการเบิกจ่ายงบประมาณที่ถูกกระทบจากปัจจัยการเมือง อีกทั้งกลุ่มพลังงานที่เป็นกลุ่มใหญ่ของตลาดยังมีโอกาสชะลอจากไตรมาสก่อน ตามการพักตัวของราคาพลังงานด้วย
อย่างไรก็ตาม คาดว่า Downside ของ SET INDEX ในจังหวะที่ผลประกอบการ 3/67 ชะลอตัวจะอยู่ในกรอบจำกัดเพราะเป็นเพียงการชะลอชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4/67 ทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากแรงหนุนของกลุ่ม Domestic Play ที่ได้ผลดีตามการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่
ขณะที่ยังคงคาดการณ์ EPS ปีนี้ที่ 92 บาท/หุ้น และคาดว่า Downside ในการปรับประมาณการลงหลังจากนี้ค่อนข้างจำกัด หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2/67 ออกมาดีกว่าตลาดคาด 2 ไตรมาสติดต่อกัน
แต่ปรับ PER Multiplierลงจาก 16.5 เท่า เป็น15.8 เท่า ซึ่งเป็นระดับ -0.5S.D. ของค่าเฉลี่ย 10ปีย้อนหลัง และเป็นระดับที่ประเมินว่าสอดคล้องกับค่าชดเชยความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาลที่สูงขึ้น ส่งผลให้เป้าหมาย SET INDEX สิ้นปีนี้ ถูกปรับลงเหลือ1,450 จุด จากเดิม1,520 จุด
โดยยังแนะนำลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการแข่งขัน,ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ,และมี ESG Rating ระดับสูง ซึ่งจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจาก TESG และวายุภักษ์ เช่น ADVANC, BDMS, BEM, CPALL, GULF, KTB, STA

โดย กลุ่มที่กำไรหดตัวจากไตรมาสก่อน คือ ปิโตรเคมี โดยเฉพาะ IVLที่มีรายการด้อยค่า ส่วนเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตเด่นสุดในรอบ 3 ไตรมาส จากกลุ่มพลังงาน เติบโต 56.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, อาหารเครื่องดื่ม เติบโต 172.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค้าปลีก เติบโต 31.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก GPM ที่ดีขึ้นการท่องเที่ยวฟื้นตัวและการเบิกจ่ายของภาครัฐ
ขณะที่สื่อสาร เติบโต 31.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดลง, และอิเล็กทรอนิกส์เติบโต 38.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายในส่วนของ Data Center ที่เติบโตตามกระแส AI
สำหรับหุ้นใน Coverage ของฝ่ายวิจัยที่มีการ Preview ผลประกอบการทั้ง 111 บริษัทส่วนใหญ่เป็นไปตามคาดที่ 50% หรือ 56 บริษัท ดีกว่าคาด 30% หรือ 33 บริษัท และต่ำกว่าคาด 20% หรือ 22 บริษัท
ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/67 มีโอกาสชะลอทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานสูง โดยฐานไตรมาส 3/66 ได้แรงหนุนจากกำไรสต็อกน้ำมันของกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ไตรมาส 3/67 ที่คาดชะลอจากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการชะลอตัวของภาคบริโภคในประเทศและการเบิกจ่ายงบประมาณที่ถูกกระทบจากปัจจัยการเมือง อีกทั้งกลุ่มพลังงานที่เป็นกลุ่มใหญ่ของตลาดยังมีโอกาสชะลอจากไตรมาสก่อน ตามการพักตัวของราคาพลังงานด้วย
อย่างไรก็ตาม คาดว่า Downside ของ SET INDEX ในจังหวะที่ผลประกอบการ 3/67 ชะลอตัวจะอยู่ในกรอบจำกัดเพราะเป็นเพียงการชะลอชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4/67 ทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากแรงหนุนของกลุ่ม Domestic Play ที่ได้ผลดีตามการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่
ขณะที่ยังคงคาดการณ์ EPS ปีนี้ที่ 92 บาท/หุ้น และคาดว่า Downside ในการปรับประมาณการลงหลังจากนี้ค่อนข้างจำกัด หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2/67 ออกมาดีกว่าตลาดคาด 2 ไตรมาสติดต่อกัน
แต่ปรับ PER Multiplierลงจาก 16.5 เท่า เป็น15.8 เท่า ซึ่งเป็นระดับ -0.5S.D. ของค่าเฉลี่ย 10ปีย้อนหลัง และเป็นระดับที่ประเมินว่าสอดคล้องกับค่าชดเชยความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาลที่สูงขึ้น ส่งผลให้เป้าหมาย SET INDEX สิ้นปีนี้ ถูกปรับลงเหลือ1,450 จุด จากเดิม1,520 จุด
โดยยังแนะนำลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการแข่งขัน,ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ,และมี ESG Rating ระดับสูง ซึ่งจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจาก TESG และวายุภักษ์ เช่น ADVANC, BDMS, BEM, CPALL, GULF, KTB, STA
ยอดนิยม
JMART งบ Q2 กำไรโต 91% หนุนครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 375 ลบ. ล่าสุดบุ๊กกำไร "สุกี้ตี๋น้อย" 100 ล้าน
HANA-GUNKUL เงินไหลเข้า 500 ลบ. หลัง MSCI ปรับพอร์ตลงทุน ฟาก CPN สุดช้ำ! โดนแรงขาย 1,000 ล้าน
“แอมป์ พิธาน” รับจุกๆ ได้เงินปันผลจากหุ้น KCE มูลค่ากว่า 112 ล้านบาท
ลุ้น KBANK มีปันผลพิเศษ หลังเงินเหลือจากซื้อหุ้นคืน 5.32 พันลบ. โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ให้เป้า 300 บาท