SCC ฐานกำไรขยายตัว ได้แรงหนุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โบรกฯ อัพเป้าหมาย 381 บาท
SCC โบรกฯ มองแผนร่วมทุน PTTGC ฐานกำไรขยายตัวไปไกลกว่าธุรกิจเคมีภัณฑ์ ลดการพึ่งพาวัฏจักรเคมี เพิ่มอัพไซด์ราคาเป้าหมายสู่ 381 บาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า SCC กำลังปรับโครงสร้างจากโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยปิโตรเคมีไปสู่โครงสร้างกำไรที่สมดุลมากขึ้นกำไรหลักปี 2564 ทำจุดสูงสุดที่ 4.7 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์มีสัดส่วนราว 60% ก่อนที่กำไรปี2568 จะลดลงอยู่ที่ 5 พันล้านบาท จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แย่ลงและต้นทุนการดำเนินการโรงงาน LSP
สำหรับครึ่งปีแรกปี 69 สัดส่วน EBITDA ของกลุ่มจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ลดลงเหลือ 36% จาก 45% ปี2564 ส่วน SCGPและ CBM ซึ่งรวม SCGD มีสัดส่วน EBITDA รวมเพิ่มขึ้นเป็น 55% จาก 49% การกระจายตัวของธุรกิจดังกล่าวช่วยรองรับผลกระทบจากขาลงของวัฏจักร และทำให้ฐานกำไรแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ spread เคมีภัณฑ์ฟื้นตัวและปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น
การปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ การบูรณาการfeedstock, ผลิตภัณฑ์สีเขียวและวินัยด้านเงินลงทุน 4 ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนมุมมองการลงทุนของ SCC นอกจากการฟื้นตัวตามวัฏจักรประการแรก การเปลี่ยนมาใช้ US ethane ของ LSP น่าจะช่วยลดฐานต้นทุนของ SCGC อย่างมีโครงสร้างและเพิ่มมาร์จิ้นราว 200–250 ดอลลาร์ต่อตัน โดยยังมีอัพไซด์เพิ่มจาก JV ที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง SCGC และ PTGGC ผ่านการบูรณาการ feedstock และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์วัตถุดิบ
ประการที่สอง ธุรกิจ CBM มีโอกาสขยาย EBITDA มาร์จิ้นอีก 0.5–0.10% ผ่าน LowCarbon Cement Gen 2/3 จากส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ 40% ประการที่สาม SCGP เป็นธุรกิจหลักที่ช่วยหนุนกำไรกลุ่ม โดยมี EBITDA มาร์จิ้นที่ 17% และได้ประโยชน์จาก Fajar ฟื้นตัว สุดท้าย CAPEX รายปีที่ลดลงเหลือราว 3 หมื่นล้านบาท จาก 6.1 หมื่นล้านบาทในอดีตน่าจะช่วยเร่งdeleveraging และเพิ่มปันผลได้จากการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ
ทั้งนี้ คาดกำไรหลักปี 2569–71 ของ SCC จะเติบโต 287%, 7% และ 27% ตามลำดับ โดยปี 2569 ฟื้นตัวจะดันการเติบโตและเปลี่ยนเป็นปริมาณขายเติบโต, ในปี 2570 คาดส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์จะฟื้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/69 ส่วน run rate ของROC, MOC และ LSP ที่คาดสูงขึ้นจะหนุนให้เติบโตมากขึ้นตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ในภูมิภาค ASEAN ที่แข็งแกร่ง และ Fajar ฟื้นตัว ด้าน core EBITDAปี2569–71 คาดจะโต 30%, 5% และ 10% ตามลำดับ ทำให้ EBITDA มาร์จิ้นเพิ่มเป็น 11.5%, 12.1% และ12.8% ตามลำดับ หนุนจาก utilization สูงขึ้น, การประหยัดต้นทุน และมูลค่า product mix สูงขึ้น
ทั้งนี้ SCC ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 305 บาท ซึ่งสะท้อน valuation ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและ peers เรามองว่าฐานกำไร SCC กำลังขยายตัวไปไกลกว่าธุรกิจเคมีภัณฑ์โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์และ CBM ช่วยลดการพึ่งพาวัฏจักรเคมี ปริมาณขายที่ฟื้นตัว
และสำหรับการ synergy ที่อาจเกิดขึ้นจาก PTTGC JV จะช่วยเพิ่มอัพไซด์ ราคาเป้าหมาย bule sky case อยู่ที่ 381บาท บนสมมติฐานที่ตลาดจีนฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นและต้นทุน feedstock ลดลง แต่ราคาเป้าหมาย bear case อยู่ที่ 117 บาท สะท้อนความเสี่ยงอุปทานเกินกลับมาอีกครั้ง, เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและ feedstock ขาดแคลน
ยอดนิยม
PTG ดัน “ไพศาล แคปปิตอล” ธุรกิจสินเชื่อรถบรรทุกเข้าตลาดหุ้น Q3/70 ตั้งเป้า 5 ปี พอร์ตสินเชื่อแตะ 10,000 ลบ.
โบรกฯ เปิดสถิติน้ำท่วมกระทบ SET ชี้หากปรับตัวลงเป็นโอกาส “สะสม” หุ้นกลุ่มธนาคาร-โรงไฟฟ้า-อิเล็กฯ
CPALL รับดีมานด์ตุนอาหาร โบรกฯ ประเมินเด่นสุดน้ำท่วมกทม. ชี้กลุ่มค้าปลีกอาจกดดันยอดขายระยะสั้น
DELTA-HANA-KCE กำไรครึ่งหลังเติบโตเด่น รับดีมานด์ AI-Data Center