Talk of The Town

SCC ฐานกำไรขยายตัว ได้แรงหนุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โบรกฯ อัพเป้าหมาย 381 บาท


28 กันยายน 2569

SCC ฐานกำไรขยายตัว_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

SCC โบรกฯ มองแผนร่วมทุน PTTGC ฐานกำไรขยายตัวไปไกลกว่าธุรกิจเคมีภัณฑ์ ลดการพึ่งพาวัฏจักรเคมี เพิ่มอัพไซด์ราคาเป้าหมายสู่ 381 บาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า SCC กำลังปรับโครงสร้างจากโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยปิโตรเคมีไปสู่โครงสร้างกำไรที่สมดุลมากขึ้นกำไรหลักปี 2564 ทำจุดสูงสุดที่ 4.7 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์มีสัดส่วนราว 60% ก่อนที่กำไรปี2568 จะลดลงอยู่ที่ 5 พันล้านบาท จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แย่ลงและต้นทุนการดำเนินการโรงงาน LSP 

สำหรับครึ่งปีแรกปี 69 สัดส่วน EBITDA ของกลุ่มจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ลดลงเหลือ 36% จาก 45% ปี2564 ส่วน SCGPและ CBM ซึ่งรวม SCGD มีสัดส่วน EBITDA รวมเพิ่มขึ้นเป็น 55% จาก 49% การกระจายตัวของธุรกิจดังกล่าวช่วยรองรับผลกระทบจากขาลงของวัฏจักร และทำให้ฐานกำไรแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ spread เคมีภัณฑ์ฟื้นตัวและปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น

การปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ การบูรณาการfeedstock, ผลิตภัณฑ์สีเขียวและวินัยด้านเงินลงทุน 4 ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนมุมมองการลงทุนของ SCC นอกจากการฟื้นตัวตามวัฏจักรประการแรก การเปลี่ยนมาใช้ US ethane ของ LSP น่าจะช่วยลดฐานต้นทุนของ SCGC อย่างมีโครงสร้างและเพิ่มมาร์จิ้นราว 200–250 ดอลลาร์ต่อตัน โดยยังมีอัพไซด์เพิ่มจาก JV ที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง SCGC และ PTGGC  ผ่านการบูรณาการ feedstock และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์วัตถุดิบ 

ประการที่สอง ธุรกิจ CBM มีโอกาสขยาย EBITDA มาร์จิ้นอีก 0.5–0.10% ผ่าน LowCarbon Cement Gen 2/3 จากส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ 40% ประการที่สาม SCGP เป็นธุรกิจหลักที่ช่วยหนุนกำไรกลุ่ม โดยมี EBITDA มาร์จิ้นที่ 17% และได้ประโยชน์จาก Fajar ฟื้นตัว สุดท้าย CAPEX รายปีที่ลดลงเหลือราว 3 หมื่นล้านบาท จาก 6.1 หมื่นล้านบาทในอดีตน่าจะช่วยเร่งdeleveraging และเพิ่มปันผลได้จากการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ

ทั้งนี้ คาดกำไรหลักปี 2569–71 ของ SCC จะเติบโต 287%, 7%  และ 27% ตามลำดับ โดยปี 2569 ฟื้นตัวจะดันการเติบโตและเปลี่ยนเป็นปริมาณขายเติบโต, ในปี 2570 คาดส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์จะฟื้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/69 ส่วน run rate ของROC, MOC และ LSP ที่คาดสูงขึ้นจะหนุนให้เติบโตมากขึ้นตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป 

ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ในภูมิภาค ASEAN ที่แข็งแกร่ง และ Fajar ฟื้นตัว ด้าน core EBITDAปี2569–71 คาดจะโต 30%, 5% และ 10% ตามลำดับ ทำให้ EBITDA มาร์จิ้นเพิ่มเป็น 11.5%, 12.1% และ12.8% ตามลำดับ หนุนจาก utilization สูงขึ้น, การประหยัดต้นทุน และมูลค่า product mix สูงขึ้น

ทั้งนี้ SCC ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 305 บาท ซึ่งสะท้อน valuation ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและ peers เรามองว่าฐานกำไร SCC กำลังขยายตัวไปไกลกว่าธุรกิจเคมีภัณฑ์โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์และ CBM ช่วยลดการพึ่งพาวัฏจักรเคมี ปริมาณขายที่ฟื้นตัว

และสำหรับการ synergy ที่อาจเกิดขึ้นจาก PTTGC JV จะช่วยเพิ่มอัพไซด์ ราคาเป้าหมาย bule sky case อยู่ที่ 381บาท บนสมมติฐานที่ตลาดจีนฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นและต้นทุน feedstock ลดลง แต่ราคาเป้าหมาย bear case อยู่ที่ 117 บาท สะท้อนความเสี่ยงอุปทานเกินกลับมาอีกครั้ง, เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและ feedstock ขาดแคลน

SCC