THAI แจ้งงบไตรมาส 2/67 กำไรสุทธิลด 86% เหตุขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน-ด้อยค่าสินทรัพย์ คาดแปลงหนี้เป็นทุน พร้อมขายหุ้นเพิ่มทุนทันปีนี้
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่าในงวดไตรมาส 2/67 บริษัทฯ และบริษัทย่อยรับรู้ต้นทุนทางการเงิน (ซึ่งเป็นการรับรู้ต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9: TFRS9) จำนวน 4,796 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 829 ล้านบาท (20.9%) และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 
สาเหตุหลักจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ถึงแม้จะมีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม และกำไรจากการขายสินทรัพย์
โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิ์เป็นค่าใช้จ่ายรวม 809 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาสที่ 2 ปี2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 314 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปีก่อน 1,959 ล้านบาท โดยเป็นกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 306 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.14 บาท ลดลงจากปีก่อน 0.90 บาทต่อหุ้น (86.5%)
และมี EBITDA หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบิน รวมค่าเช่าเครื่องบินที่คำนวณจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง (Power by the Hour) จำนวน 4,401 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปีก่อน 4,906 ล้านบาท (52.7%)
โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 43,981 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 6,600 ล้านบาท (17.7%) โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากกิจการขนส่งที่เพิ่มขึ้น 5,333 ล้านบาท (15.2%) เนื่องจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และเส้นทางบินที่ให้บริการ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการเดินทางของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 บริษัทฯ ได้เพิ่มความถี่เที่ยวบินในเมืองสำคัญ เช่น ชิดนีย์ โตเกียว (นาริตะ) โอซากา ไทเป ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมถึงเพิ่มความถี่ไปยังประเทศจีน เพื่อตอบรับนโขบายการยกเว้นวีซ่า ระหว่างไทยกับขืน กลับไปให้บริการในเส้นทางเพิร์ท และโคลัมโบ และได้ให้บริการเส้นทางใหม่ไปยังมืองโกชิ ประเทศอินเดีย ซึ่งทำให้มีเครือข่ายเส้นทางบินให้บริการครอบคลุม 59 จุดบิน ใน 24 ประเทศทั่วโลก โดยเป็น & จุดบินในประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพมหานกร)
โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 4,963 ล้านบาท (159%) และมีรายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น 360 ล้านบาท (9.4%) จากปริมาณการขนส่งพัสดภัณฑ์ (RETK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.4 ถึงแม้จะมีรายได้พัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 11.5 นอกจากนี้บริษัทฯ และบริษัทย่องมีรายได้จากกิจการอื่นเพิ่มขึ้น 724 ล้านบาท (37.3%) โดยส่วนใหญ่มาจากมีรายได้หน่วยธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารของสายการบินลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 553 ล้านบาท (115.0%)
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 9.251 ล้านบาท (32.1%) ตามปริมาณการผลิตและ/หรือปริมาณการขนส่งจำนวนเที่ยวบิน จุดบิน และผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอัตราค่าบริการภาคพื้น ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าของเงินบาทที่ส่งผลให้คำใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่ที่อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯและบริษัทอ่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นต้นทุนทางการเงิน ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 5,925 ล้านบาทต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 2,651 ล้านบาท (30.9%)
นอกจากนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวน(Fiing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ
โดยบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการแปลงหนี้เป็นทุนพร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์ให้งบการเงินประจำปี 2567 ของบริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขความสำเร็จของการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้หลักทรัพย์ของบริษัทฯ สามารถกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกครั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้นเดิม และนักลงทุน ในการให้การสนับสนุนบริษัท และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทฯ ที่จะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างผลกำไรที่ดีอย่างยั่งยืน
ยอดนิยม
JMART งบ Q2 กำไรโต 91% หนุนครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 375 ลบ. ล่าสุดบุ๊กกำไร "สุกี้ตี๋น้อย" 100 ล้าน
HANA-GUNKUL เงินไหลเข้า 500 ลบ. หลัง MSCI ปรับพอร์ตลงทุน ฟาก CPN สุดช้ำ! โดนแรงขาย 1,000 ล้าน
“แอมป์ พิธาน” รับจุกๆ ได้เงินปันผลจากหุ้น KCE มูลค่ากว่า 112 ล้านบาท
ลุ้น KBANK มีปันผลพิเศษ หลังเงินเหลือจากซื้อหุ้นคืน 5.32 พันลบ. โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ให้เป้า 300 บาท