ถือเป็นการจุดกระแสอีกครั้ง ของเทรนด์การลงทุน ESG หลังจากที่กระทรวงการคลังเตรียมปรับเงื่อนไขของกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) เพื่อสร้างแรงใจและความน่าสนใจให้แก่ผู้ลงทุนมากขึ้นผ่านการออมเงิน แต่สำหรับใครที่มองการลงทุนในกองทุนรวมยังไม่เป็นที่น่าสนใจหรืออยากโฟกัสหุ้นรายตัวด้วยตนเอง

ในวันนี้ทางสำนักข่าว Share2Trade ก็ได้ทำการหยิบยกมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจ พร้อมกับคัดสรรหุ้นรายตัวที่ยังมีโอกาสให้ผู้อ่านและนักลงทุนได้คว้าการสร้างผลตอบแทนจากจุดที่หุ้นหลายๆตัวปรับฐานหรือปรับตัวลงมาแรง โดยนำเสนอผ่านความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลวงจร LTF ในปี 2555 -2556 ที่มีวัฏจักรเศรษฐกิจคล้ายกับปัจจุบันพบว่า ทุกๆ เม็ดเงินใหม่ 1 หมื่นล้านบาทที่เข้าสู่ตลาดจะหนุน SET ราว 20-25 จุด ใกล้เคียง ผลการศึกษาของตลาดที่ประเมิน 25-27 จุด ดังนั้น หากเม็ดเงินเข้ามาใกล้เคียงกับที่เราประเมินต่อปี ประเมินจะหนุนอัพไซด์ตลาดอย่างมีนัยสำคัญจากฐานปัจจุบัน
ด้านแนวทางการเลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์สูง ประกอบไปหุ้นที่ราคาปรับตัวลงจากต้นปีถึงปัจจุบันสูง, มีน้ำหนักในดัชนี SETESG ค่อนข้างมากและมีสัดส่วนสถานะ Short-selling คงค้างเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด อาทิ AOT ( -2.1%, 7.75%, 1.02%), CPALL (-0.45%, 4.65%, 0.89%), GULF (-9.55%, 4.38%, 0.42%), SCC (-26%, 2.84%, 0.85%) และ BBL (-15.7%, 2.34%, 1.15%)และ สำหรับปัจจัยพื้นฐานหุ้นรายตัว AOT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 76 บาท เนื่องจากราคาหุ้นยังมีปัจจัยเร่งจากการที่ภาครัฐยังคงให้ความสำคัญต่อการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและมาตรการวีซ่าฟรีไทย-จีนจะช่วยหนุนผู้โดยสารจีนยังมีทิศทางที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในครึ่งปีหลังปี 67 และ ปี 2568
ถัดมา CPALL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73 บาท เนื่องจากอัตรากําไรของผลิตภัณฑ์ 7-Eleven ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทําให้ปรับกําไรขึ้น 4-7% ในปี 2567-2569 เมื่อรวมผลบวกจากโครงการ digital wallet และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าเป็น 400 บาท
ต่อมา GULF นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 52.75 บาทโดยเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ดีแผน PDP 2024 จะเป็นปัจจัยที่ต้องรอติดตามและจะเป็น Overhang ที่จำกัดการฟื้นตัวของราคาหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะสั้น-กลาง
SCC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 250 บาท แม้มูลค่าหุ้นจะไม่แพง แต่หุ้นยังขาดปัจจัยผลักดันในระยะสั้นและกำไรของธุรกิจปิโตรเคมียังถูกกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ที่ทรงตัวต่ำ
สุดท้าย BBL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 157 จาก 191 บาท เพื่อสะท้อนค่า COE ที่คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 12.2% (จาก 10.2%) คิดเป็นค่า P/BV ที่ 0.54 เท่า (จาก 0.65 เท่า) อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นในปัจจุบันมีราคาถูก พร้อมกับให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 5-6% ต่อปี

ในวันนี้ทางสำนักข่าว Share2Trade ก็ได้ทำการหยิบยกมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจ พร้อมกับคัดสรรหุ้นรายตัวที่ยังมีโอกาสให้ผู้อ่านและนักลงทุนได้คว้าการสร้างผลตอบแทนจากจุดที่หุ้นหลายๆตัวปรับฐานหรือปรับตัวลงมาแรง โดยนำเสนอผ่านความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลวงจร LTF ในปี 2555 -2556 ที่มีวัฏจักรเศรษฐกิจคล้ายกับปัจจุบันพบว่า ทุกๆ เม็ดเงินใหม่ 1 หมื่นล้านบาทที่เข้าสู่ตลาดจะหนุน SET ราว 20-25 จุด ใกล้เคียง ผลการศึกษาของตลาดที่ประเมิน 25-27 จุด ดังนั้น หากเม็ดเงินเข้ามาใกล้เคียงกับที่เราประเมินต่อปี ประเมินจะหนุนอัพไซด์ตลาดอย่างมีนัยสำคัญจากฐานปัจจุบัน
ด้านแนวทางการเลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์สูง ประกอบไปหุ้นที่ราคาปรับตัวลงจากต้นปีถึงปัจจุบันสูง, มีน้ำหนักในดัชนี SETESG ค่อนข้างมากและมีสัดส่วนสถานะ Short-selling คงค้างเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด อาทิ AOT ( -2.1%, 7.75%, 1.02%), CPALL (-0.45%, 4.65%, 0.89%), GULF (-9.55%, 4.38%, 0.42%), SCC (-26%, 2.84%, 0.85%) และ BBL (-15.7%, 2.34%, 1.15%)และ สำหรับปัจจัยพื้นฐานหุ้นรายตัว AOT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 76 บาท เนื่องจากราคาหุ้นยังมีปัจจัยเร่งจากการที่ภาครัฐยังคงให้ความสำคัญต่อการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและมาตรการวีซ่าฟรีไทย-จีนจะช่วยหนุนผู้โดยสารจีนยังมีทิศทางที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในครึ่งปีหลังปี 67 และ ปี 2568
ถัดมา CPALL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73 บาท เนื่องจากอัตรากําไรของผลิตภัณฑ์ 7-Eleven ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทําให้ปรับกําไรขึ้น 4-7% ในปี 2567-2569 เมื่อรวมผลบวกจากโครงการ digital wallet และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าเป็น 400 บาท
ต่อมา GULF นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 52.75 บาทโดยเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ดีแผน PDP 2024 จะเป็นปัจจัยที่ต้องรอติดตามและจะเป็น Overhang ที่จำกัดการฟื้นตัวของราคาหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะสั้น-กลาง
SCC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 250 บาท แม้มูลค่าหุ้นจะไม่แพง แต่หุ้นยังขาดปัจจัยผลักดันในระยะสั้นและกำไรของธุรกิจปิโตรเคมียังถูกกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ที่ทรงตัวต่ำ
สุดท้าย BBL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 157 จาก 191 บาท เพื่อสะท้อนค่า COE ที่คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 12.2% (จาก 10.2%) คิดเป็นค่า P/BV ที่ 0.54 เท่า (จาก 0.65 เท่า) อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นในปัจจุบันมีราคาถูก พร้อมกับให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 5-6% ต่อปี
ยอดนิยม
JMART งบ Q2 กำไรโต 91% หนุนครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 375 ลบ. ล่าสุดบุ๊กกำไร "สุกี้ตี๋น้อย" 100 ล้าน
HANA-GUNKUL เงินไหลเข้า 500 ลบ. หลัง MSCI ปรับพอร์ตลงทุน ฟาก CPN สุดช้ำ! โดนแรงขาย 1,000 ล้าน
“แอมป์ พิธาน” รับจุกๆ ได้เงินปันผลจากหุ้น KCE มูลค่ากว่า 112 ล้านบาท
ลุ้น KBANK มีปันผลพิเศษ หลังเงินเหลือจากซื้อหุ้นคืน 5.32 พันลบ. โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ให้เป้า 300 บาท