รายงานพิเศษ : TACC เปิดเกม B2C เต็มตัว ตั้ง TACC Plus รุกน้ำด่าง ปั้น Health & Wellness สู่ธุรกิจพันล้าน

TACC เร่งสร้างการเติบโตรอบใหม่ ตั้ง TACC Plus ถือหุ้น 80% ลุยตลาด Health & Wellness Beverage ประเดิม EIGHT PLUS น้ำด่างธรรมชาติ 100% พร้อมวางเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทใน 5 ปี เสริมทัพด้วยการลงทุนแบรนด์ชาไทย “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายพอร์ต สร้างรายได้ใหม่ ลดพึ่งพาธุรกิจเดิม
เกมรุกครั้งใหม่ของ บมจ.ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ (TACC) กำลังเดินหน้าอย่างชัดเจน หลังบริษัทเร่งขยายขอบเขตธุรกิจจากฐานเดิมที่แข็งแกร่งในตลาด B2B สู่ตลาด B2C และการสร้างแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ผ่านการจัดตั้ง “บริษัท ทีเอซีซี พลัส จำกัด” หรือ TACC Plus ด้วยเงินลงทุน 48 ล้านบาท เพื่อรุกเข้าสู่ธุรกิจ Health & Wellness Beverage ซึ่งถือเป็นตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น
การจัดตั้ง TACC Plus จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มธุรกิจใหม่ให้กับพอร์ต แต่เป็นการวางโครงสร้างเพื่อสร้าง New Growth Engine ให้กับ TACC ในระยะยาว โดยบริษัทถือหุ้นใน TACC Plus สัดส่วน 80% และนำผลิตภัณฑ์แรก “EIGHT PLUS น้ำด่างธรรมชาติ 100%” เข้ามาเป็นหัวหอกในการทำตลาด ซึ่งจะช่วยให้ TACC ก้าวเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างจริงจัง และเปิดช่องทางการเติบโตที่แตกต่างจากธุรกิจเดิม
ซึ่ง TACC สามารถนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม การพัฒนาสินค้า การตลาด และเครือข่ายทางธุรกิจที่สั่งสมมานาน มาต่อยอดกับธุรกิจใหม่ได้ทันที ทำให้การขยายเข้าสู่ B2C ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ขณะเดียวกันการเข้าสู่ตลาด Health & Wellness ยังสอดรับกับเมกะเทรนด์ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการดูแลตัวเองมากขึ้น จึงมีโอกาสพัฒนาไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต
สำหรับ EIGHT PLUS บริษัทมองเห็นช่องว่างทางการตลาดในประเทศไทย เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีการพัฒนา Category ของน้ำด่างและได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในตลาดน้ำดื่ม ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจและการรับรู้เกี่ยวกับน้ำด่าง ดังนั้น TACC Plus จึงมีโอกาสเข้ามาสร้าง Category ดังกล่าวขึ้นในประเทศ ผ่านการทำตลาดและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ก่อนขยายศักยภาพไปสู่ตลาดในภูมิภาคและตลาดต่างประเทศในอนาคต
ที่สำคัญ TACC Plus จะเริ่มรับรู้รายได้จาก EIGHT PLUS ตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป โดยบริษัทได้เตรียมทั้งงบลงทุนและงบการตลาด เพื่อเร่งสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ ขยายฐานลูกค้า และสร้างตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางเป้าหมายรายได้ของ TACC Plus แตะระดับ 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้มองธุรกิจดังกล่าวเป็นเพียงธุรกิจเสริม แต่ต้องการผลักดันให้กลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ TACC ยังเดินหน้ากระจายพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนใน บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือแบรนด์ชาไทย “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สัดส่วน 30% มูลค่ารวม 45 ล้านบาท ปัจจุบันมี 27 สาขา และมียอดขายประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี โดยมีแผนขยายสาขาเป็น 50 แห่งภายในปีนี้ ทำให้ TACC สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจที่มีฐานรายได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังมีโอกาสรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ทันที
สะท้อนกลยุทธ์ของ TACC ที่กำลังขยับจากการเติบโตผ่านธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว สู่การสร้างพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายขึ้น ทั้งชาไทย เครื่องดื่มสุขภาพ และ Own Brand โดยใช้จุดแข็งเดิมของบริษัทเป็นฐานในการต่อยอด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ใหม่ในระยะยาว
ขณะที่ บล.โกลเบล็ก มองเป็นบวกต่อการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ของ TACC เนื่องจากบริษัทยังสามารถใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ และประสบการณ์จากธุรกิจเดิมมาต่อยอด ทำให้มีโอกาสสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มเครื่องดื่มที่บริษัทเข้าไปลงทุนยังสอดคล้องกับกระแสนิยมของผู้บริโภคและมีขนาดตลาดที่ใหญ่ จึงมองว่าการขยายธุรกิจครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของ TACC ในอนาคต
ขณะที่ธุรกิจหลักยังมีสัญญาณสนับสนุน โดยโกลเบล็กคาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีโอกาสเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายสาขาของร้าน 7-Eleven และร้านกาแฟพันธุ์ไทย รวมถึงยอดขายต่อสาขา (SSSG) ของกลุ่มร้านดังกล่าวที่เริ่มกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ประกอบกับการทำโปรโมชั่นและการออกเมนูเครื่องดื่มใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ผลประกอบการอาจอ่อนตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล
แต่เมื่อมองไปข้างหน้า การตั้ง TACC Plus จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ TACC ในการยกระดับโครงสร้างธุรกิจ จากผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มในตลาด B2B ไปสู่การเป็นผู้เล่นที่มีทั้ง B2B, B2C และ Own Brand ในพอร์ตเดียวกัน โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาด Health & Wellness ซึ่งยังมีพื้นที่ให้สร้างตลาดและขยายฐานผู้บริโภคได้อีกมาก