สินทรัพย์ดิจิทัล/ทองคำ

ตายแล้วบิทคอยน์ไปไหน??


18 กันยายน 2569

309657_0.jpg

บิตคอยน์ (Bitcoin: BTC) อาจเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีอายุแค่ไม่ถึง 20 ปี
แต่สำหรับ คนที่ศึกษาจนเข้าใจ นี่คือสินทรัพย์ที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาส่งต่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานในอีก หลายสิบปีข้างหน้า นำมาสู่คำถามที่ว่าเมื่อถึงวันนั้นที่เราไม่อยู่แล้ว บิตคอยน์ของเราจะถูกส่งไป ยังคนที่เราอยากให้เขาได้รับอย่างไร โดยที่ไม่สูญหายหรือถูกขโมยไประหว่างกระบวนการส่งมอบ

อาจารย์ขิง สิรภพ นิลบดี Head of Bitcoin Education บริษัท ไรท์ ชิฟท์ จำกัด (Right Shift) ได้แบ่งปันวิธีการถือบิตคอยน์แต่ละวิธี รวมถึงวิธีบริหารจัดการแตกต่างกัน..

สำหรับ กรณีที่ลงทุนบิตคอยน์ผ่านตัวกลางในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น

1) การถือบิตคอยน์ไว้กับแพลทฟอร์มของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.

2) การถือหน่วยลงทุน Bitcoin ETF ในตลาดหุ้นไทย (ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ของสำนักงาน ก.ล.ต.)

3) ถือหน่วยลงทุน Bitcoin ETF ในตลาดหุ้นต่างประเทศผ่านแอปพลิเคชันไทยที่เอื้อให้คุณสามารถลงทุน ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้

ในวันที่เจ้าของบัญชีเสียชีวิตลง โดยทั่วไปทายาทสามารถขอคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก แล้วนำคำสั่งศาลนั้นพร้อมกับเอกสารที่จำเป็น เช่น ใบมรณบัตรและบัตรประชาชน มายื่นต่อแผนก บริการลูกค้าของบริการนั้น ๆ เพื่อขอบริหารจัดการสินทรัพย์ในบัญชีของผู้เสียชีวิตได้ตามกระบวนการ

ส่วนใน “กรณีที่ลงทุนบิตคอยน์ผ่านตัวกลางที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย เช่น การถือบิตคอยน์ในแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ ต่างประเทศ กระบวนการนี้ก็จะยุ่งยากขึ้น เพราะแต่ละแพลทฟอร์มอาจมีนโยบายกรณีผู้ใช้เสียชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ทั้งกระบวนการ เอกสารที่ต้องใช้ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็อาจแตกต่างกันไป รวมถึงยังพ่วงมาด้วยความยากลำบากใน การดำเนินการทางกฎหมายต่อนิติบุคคลที่อยู่คนละขอบเขตอำนาจศาลกับเรา

และสุดท้าย กรณีที่เก็บรักษาบิตคอยน์ด้วยตัวเอง (self-custody) ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การบริหารจัดการให้ private key หรือ seed phrase ตกไปถึงทายาทอย่างปลอดภัย เพื่อให้ทายาทสามารถบริหารจัดการบิตคอยน์ในวอลเล็ตของเราได้โดยตรง อาจดูเหมือนง่าย แต่มีความท้าทายใน 2 มิติหลัก ๆ

มิติที่ 1 คือเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าทายาทจะสามารถเข้าถึงบิตคอยน์ได้ในเวลาที่เราเห็นสมควร ยกตัวอย่างเช่น หากเราจด seed phrase เก็บใส่ตู้เซฟและบอกให้ทายาทของเรารับทราบไว้ล่วงหน้า หากทายาทของเราแอบเข้าถึงตู้เซฟและเปิดเอา seed phrase ไปได้ก็จะสามารถเข้าถึงบิตคอยน์ได้ใน ขณะที่เรายังคงมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะสามารถไว้ใจกันได้ในระดับนั้น

การพึ่งพาบุคคลภายนอกอย่าง “ทนาย” อาจแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจในครอบครัวได้ แต่หากเราเอา seed phrase มอบให้ทนายไว้ตรง ๆ ก็เป็นความเสี่ยง เพราะนั่นหมายความว่า ตอนนี้ทนายคนนั้นอาจเอาบิตคอยน์ของเราไปเมื่อไรก็ได้ การใช้แนวทางนี้จึงต้องเพิ่มขั้นตอนเข้าไปอีก เช่น การเก็บ seed phrase ไว้ในตู้เซฟแล้วให้ทนายถือกุญแจสำรองไว้ และจะสามารถเปิดเซฟได้ในวันที่เรา เสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น เป็นต้น

หากขยับขึ้นมาอีกระดับ เราสามารถสร้างกระเป๋าบิตคอยน์แบบ multisig ซึ่งหมายถึงการใช้ หลาย private key จาก seed phrase หลายชุดร่วมกันล็อคบิตคอยน์ของเราเอาไว้ วิธีการนี้สามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น เราอาจสร้างกระเป๋าที่ล็อคไว้ด้วย key 3 ชุด โดยกำหนดให้สามารถปลดล็อคเงินได้ด้วยการใช้ key อย่างน้อย 2 ชุดพร้อม ๆ กัน (multisig 2-of-3) แบบนี้เราก็จะสามารถเปิดเผย seed ชุดหนึ่งให้ทายาทไว้ และเปิดเผย seed อีกชุดหนึ่งให้ทนายไว้ เพื่อที่เมื่อเราเสียชีวิตลง ทายาทของเราและทนายซึ่งต่างก็มี seed คนละชุดจะสามารถร่วมมือกันนำบิตคอยน์ของเราออกมาได้

แต่หากกำลังมองหาบริการเฉพาะทาง บริการประเภท collaborative multisig คือบริการที่จะให้ความช่วยเหลือในการสร้างกระเป๋าบิตคอยน์แบบ multisig พร้อมทั้งช่วยเก็บ key บางส่วน เพื่อให้มั่นใจว่าในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะสามารถใช้งานบิตคอยน์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ผู้ให้บริการนี้ไม่สามารถนำบิตคอยน์ของเราไปได้ แต่ในวันที่เราเสียชีวิตลง ผู้ให้บริการจะทำหน้าที่ส่งมอบ key หรือให้ความร่วมมือในการโอนบิตคอยน์ต่อให้กับทายาท และให้ความร่วมมือทางกฎหมายในกระบวนการส่งต่อมรดก

นอกจากนี้หากเชี่ยวชาญมากขึ้นอีก บิตคอยน์ยังสามารถเขียนสคริปต์กำหนดเงื่อนไขการปลดล็อค เงินได้ในลักษณะ Dead Man's Switch อย่างเช่นเราสามารถวางเงื่อนไขให้เมื่อเหรียญไม่ถูกเคลื่อนไหว ด้วย key ของเรานานเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทายาทก็จะสามารถใช้ key ของเขาเข้าถึงบิตคอยน์ของเราได้โดยที่เราไม่ต้องส่งต่อ key เดิมที่เราใช้ให้เขาเลย

มิติที่ 2 คือในวันนั้นทายาทของเรามีความรู้ความสามารถที่จะใช้งานบิตคอยน์ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ แน่นอนว่าในวันนั้นเราคงไม่สามารถไปบังคับได้ว่าเขาจะทำอย่างไรกับบิตคอยน์จำนวนนั้น แต่ต่อให้เขาคิดจะโอนบิตคอยน์เข้าแพลทฟอร์มเพื่อขายเป็นเงินบาท หากพยายามทำอย่างไม่มีความรู้ ความเข้าใจ บิตคอยน์ก็อาจสูญหายไปเสียก่อนที่พวกเขาจะได้รับเงินบาทเข้ากระเป๋า

“บิตคอยเนอร์หลายคนที่ผมรู้จักประสบปัญหานี้คือพวกเขาเองพยายามจะสร้างความเข้าใจเบื้องต้นกับคนในครอบครัว แต่คนในครอบครัวก็ไม่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ หรือไม่ก็เรียนรู้ได้ แต่ก็ลืมไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและยังไกลตัว ทำให้วิธีเดียวที่เราจะทิ้งข้อมูลที่ จำเป็นให้คนข้างหลังในวันที่เราไม่อยู่แล้วก็คือการเขียนเป็นเอกสารชี้แจง สั้น ๆ ไว้ในที่ที่ทายาทของเราจะเข้าถึงได้หลังจากที่เราตายไปแล้ว”

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบิตคอยน์และกระเป๋าบิตคอยน์นั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถหาศึกษาเอาจากไหนก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือการอธิบายว่าเราเก็บบิตคอยน์ของเราไว้ในรูปแบบไหน (เก็บแบบ seed phrase ชุดเดียว, เก็บแบบ multisig หรือเก็บด้วยวิธีอื่นที่ซับซ้อนกว่านั้น) มีการใส่ passhphrase ด้วยหรือไม่ และที่สำคัญคือข้อมูลอะไรบ้างที่เป็นความลับที่ห้ามเปิดเผยกับบุคคลที่สามโดยเด็ดขาด (เช่น seed phrase และ passphrase) หรือข้อมูลอะไรบ้างที่เปิดเผยได้หากจำเป็น (เช่น extended public key (Xpub), wallet descriptor และจำนวนบิตคอยน์ในกระเป๋า) คงไม่ดีแน่หากในวันที่เราไม่อยู่แล้ว คนข้างหลังเราพยายามจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ด้วยการถ่ายภาพ seed phrase โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย แล้วก็สูญเสียบิตคอยน์ไป

จะเห็นได้ว่าหากทั้งตัวเราและทายาทมีความรู้ความเข้าใจ การส่งต่อบิตคอยน์ก็จะเป็นไปอย่าง ไร้รอยต่อและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้น ช่องว่างความรู้ความเข้าใจของฝั่งผู้รับเป็นสิ่งที่ ต้องชดเชยด้วยการพึ่งพาบุคคลภายนอก ซึ่งลดทอนความเป็นส่วนตัวและมีค่าใช้จ่ายตามมา

อย่าลืมเรื่องภาษี!!

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก็คือภาษี ไม่ว่าการส่งมอบมรดกบิตคอยน์จะเป็นไปโดยส่วนตัวหรือ มีตัวกลางรับรู้ประสานงานให้ ตามกฎหมายแล้วหากทายาทได้รับมรดกสุทธิจากเรามูลค่าเกิน 100 ล้านบาท (นับรวมกับทรัพย์สินและหนี้สินประเภทอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด) ก็จะต้องเสียภาษีจาก มูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้นตามอัตราที่กำหนด แม้บิตคอยน์ที่เก็บรักษาและส่งต่อแบบ self-custody จะไม่มีใครรู้เห็น แต่การไม่ยื่นแบบหรือไม่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด หากถูกตรวจพบก็จะมี ทั้งความผิดทางกฎหมาย มีโทษทั้งรูปแบบของภาษีย้อนหลัง ดอกเบี้ย ค่าปรับและเงินเพิ่มต่าง ๆ ซึ่งการถูกตรวจพบเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ จากมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น หนึ่งในนั้นคือมาตรการ Travel Rule ที่ ก.ล.ต. กำลังจะบังคับใช้ต้นปีหน้า (พ.ศ. 2570) ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องตรวจสอบความเป็นเจ้าของ bitcoin address ที่เราใช้ถอนบิตคอยน์ออกจากแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ ซึ่งข้อมูลชุดนี้อาจถูกใช้เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของบิตคอยน์หลังจากที่เราถอนบิตคอยน์ออกไปแล้วได้ในอนาคต

ตัวเลข 100 ล้านอาจดูเหมือนเยอะแต่ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หากเรายังคงมีชีวิตยืนยาวไปอีกหลาย สิบปีในโลกที่สกุลเงินของรัฐทำลายมูลค่าตัวเองตลอดเวลา ราคาบิตคอยน์สามารถเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ในขณะที่เกณฑ์ภาษีอาจไม่ได้ถูกปรับปรุงตามไปด้วย ดังนั้นภาษีมรดกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด

ให้ความเข้าใจพาเราและคนที่เรารักไปถึงวันนั้น

การถือบิตคอยน์อาจดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การถือเพื่อสะสมและส่งต่อเป็นมรดกนั้นสมควร อย่างยิ่งที่คนใกล้ชิดของเราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสินทรัพย์นี้เพื่อเดินบนเส้นทางนี้ อย่างมั่นคงไปด้วยกัน และงานสัมนา BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 เป็นโอกาสดีที่จะ พาคนใกล้ตัวมาเปิดประสบการณ์ เก็บเกี่ยวความรู้ความเข้าใจ และสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับบิตคอยน์ ไม่ว่าจะเป็นการเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ มากมายที่คัดสรรมาเพื่อคลายทุกข้อสงสัยสำหรับผู้ฟังตั้งแต่ระดับ เริ่มต้นศึกษาจนถึงรุ่นปีลึก มีเวิร์กช็อปสาธิตและลงมือทำต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงการสัมผัสประสบการณ์ การใช้งานบิตคอยน์จริงและพูดคุยกับชาวบิตคอยน์จากทั่วประเทศไทย

BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 จัดขึ้นที่ Samyan Mitrtown Hall ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ วันเสาร์ที่ 28 - วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 นี้ จำหน่ายบัตรแล้วที่เว็บไซต์ bitcointhailand.co