เรื่องเด่นวันนี้

SCGD ชูแผน 5 ปี ดัน EBITDA แตะ 4.5 พันลบ. ตั้งเป้า EPS โต 2 เท่า ภายในปี 2574 เสริมศักยภาพไทย-เวียดนาม สู่การเติบโตในอาเซียน


09 กันยายน 2569

SCGD ชูแผน 5 ปี ดัน EBITDA แตะ 4.5 พันลบ._S2T (เว็บ)_0.jpg

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้นำในวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน เดินหน้าสู่ระยะต่อไปของการเติบโตสู่การเป็นผู้นำสินค้า Interior ในอาเซียนอย่างครบวงจร หลังช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้วางรากฐานความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับโครงสร้างและรวมศูนย์การผลิต ให้กับธุรกิจหลักในกระเบื้องและสุขภัณฑ์ ตั้งเป้าปี 2574 ดัน EBITDA แตะ 4,500 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 2 เท่า โดยมี 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายสู่ธุรกิจสินค้าใหม่ การยกระดับกำไรจากการรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน และการคว้าโอกาสการเติบโตที่เวียดนาม พร้อมกับให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD กล่าวว่า “บริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยสามารถยกระดับความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะตลาดในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งส่งผลต่อรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงค่าเป็นเงินบาท ปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมเข้าสู่ช่วงการเติบโตระยะใหม่ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการขยายสู่ธุรกิจสินค้าใหม่ การรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน และโอกาสการเติบโตในตลาดเวียดนาม ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาว”

ต่อยอดกลุ่มสินค้าใหม่ (New Product Lines) และช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ มุ่งสู่การเป็นผู้นำสินค้า Interior ในอาเซียนอย่างครบวงจร

SCGD เดินหน้าต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์จากกระเบื้องและสุขภัณฑ์ให้ครอบคลุมสินค้า Interior ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ SPC หรือวัสดุปูพื้นที่กันน้ำ ติดตั้งง่าย สวยงามเหมือนไม้ธรรมชาติ, Smart Toilet หรือ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ดีไซน์และฟังก์ชันที่รองรับการใช้งานด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมทันสมัย, กลุ่มประตูและหน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ห้องครัวและห้องน้ำโดยยอดขายกลุ่มสินค้าใหม่เติบโตมากกว่า 90% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

พร้อมเดินหน้าตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นหลักเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้แข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยจะเสริมสร้างความเป็นเลิศทางการผลิตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น การร่วมทุนด้าน Smart Toilet กับ AXENT ผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะระดับโลกจากประเทศจีน ทั้งนี้ บริษัทยังได้ขยายช่องทางจัดจำหน่ายและโอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งมีขนาดตลาดเซรามิกเป็นอันดับ 5 ในอาเซียน เพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายเสริมพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติม 

เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เสริมประสิทธิภาพระยะยาว 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ SCGD ให้ความสำคัญคือการยกระดับความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ผ่านการใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจในระดับอาเซียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แนวคิดดังกล่าวถูกต่อยอดผ่านกลยุทธ์ ASEAN Consolidation และ Regional Optimization ซึ่งมุ่งจัดวางบทบาทของแต่ละฐานการผลิตให้สอดคล้องกับจุดแข็งของแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย SCGD อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและ Glazed Porcelain ผ่านโครงการ Plant Consolidation เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต ลดต้นทุนต่อหน่วย ยกระดับการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products: HVA) และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2570 และสร้าง EBITDA เพิ่มประมาณ 380 ล้านบาทต่อปีหลังดำเนินการเต็มรูปแบบ

คว้าโอกาสการเติบโตในเวียดนาม และการให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค ขับเคลื่อนการเติบโตในอาเซียน

SCGD มองเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของการเติบโตในระยะยาว จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ การเพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง และการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนความต้องการวัสดุตกแต่งและสินค้ามูลค่าเพิ่ม (HVA) ในอนาคต โดย PRIME ประเทศเวียดนาม เป็นผู้นำในธุรกิจกระเบื้อง ที่เข้าใจผู้บริโภคเวียดนามมากว่า 25 ปี 

โดยนำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน PRIME มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 SKUs ครอบคลุมทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน อาทิ Glazed Porcelain ขนาดใหญ่ กระเบื้องสำหรับพื้นที่ภายนอก ลายไม้ธรรมชาติ กระเบื้องกันลื่นสำหรับพื้นที่เปียก และกระเบื้องเรืองแสง เพื่อรองรับความต้องการตั้งแต่ที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ โรงแรม ไปจนถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์

ความแข็งแกร่งของ PRIME ยังสะท้อนผ่านการได้รับรางวัล Top Influential Brand 2568 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในตลาดเวียดนาม

“การเติบโตในตลาดอาเซียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจลูกค้า และนำความเข้าใจนั้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ PRIME สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 25 ปี ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และเครือข่ายจัดจำหน่ายทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดธุรกิจในเวียดนามและตลาดอาเซียน”

สำหรับเวียดนาม SCGD วางบทบาทให้เป็นทั้ง ฐานการผลิตและส่งออก และตลาดสำคัญที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Glazed Porcelain ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และสามารถใช้เป็นฐานรองรับการส่งออกไปยังตลาดอื่นในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย 

ขณะเดียวกัน SCGD จะใช้แนวคิด Regional Optimization ในการเชื่อมจุดแข็งของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน โดยให้ประเทศไทยมีบทบาทด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่เวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออก เพื่อรองรับการขยายโอกาสไปยังตลาดอาเซียน

“จากรากฐานที่วางไว้ SCGD จะเดินหน้าต่อยอดการเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละตลาดในอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า EBITDA ที่ระดับ 4,500 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 2 เท่า ภายในปี 2574 พร้อมตั้งเป้า EBITDA ระยะใกล้ที่ 3,500 ล้านบาทในปี 2571” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย