
TIPH ขยายฐานลูกค้ารายย่อยดันพอร์ทแตะ 50% เปิดตัวแพลตฟอร์ม TIPSOL ตั้งเป้าเบี้ยปีแรก 500 ล้านบาท พร้อมดันสัดส่วนรายย่อยแตะ 50% และพอร์ตรถยนต์ขึ้นเป็น 40% ภายใน 3 ปี ขณะที่เป้าเบี้ยรวมปี 69 มุ่งสู่ 3.2–3.3 หมื่นล้านบาท โตทะลุค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย (TIP) เปิดเผยว่า TIPH วางเป้าหมายปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยขึ้นเป็น 50% จากปัจจุบันประมาณ 35% ขณะที่สัดส่วนลูกค้าองค์กรจะปรับลดจากประมาณ 65% มาอยู่ที่ 50% เพื่อสร้างความสมดุลของพอร์ตและขยายฐานการเติบโตในระยะยาว
โดยบริษัทได้เปิดตัว “TIPSOL” (ทิพย์โซล) Loyalty Program เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อย ซึ่ง "TIPSOL" (ทิพโซล) เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ (SOL) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลความสุข มุ่งเปลี่ยนทุกคำมั่นสัญญา และความฮีลใจ ให้กลายเป็นความคุ้มค่าสุดพิเศษที่สัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวันของลูกค้าทิพยประกันภัยทุกคน
ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวจะครอบคลุม การให้บริการภายใต้แนวคิด “The 7 Pillars” ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ ทั้ง รถยนต์ บ้าน การท่องเที่ยว สุขภาพ ความบันเทิง ร้านอาหาร และสัตว์เลี้ยง รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเติมในอนาคต
ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถดูแลลูกค้าได้ในระดับรายบุคคลมากขึ้น โดยนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ความต้องการ เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์หรือสิทธิประโยชน์ให้เหมาะกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละราย สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจ บริษัทคาดว่า TIPSOL จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดรายย่อย และตั้งเป้าหมายสร้างเบี้ยประกันภัยจากโครงการไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทภายในช่วง 12 เดือนแรก
นอกจากการเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยแล้ว TIPH ยังเตรียมปรับสัดส่วนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนไม่เกิน 25% ของพอร์ตทั้งหมด และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 40% ภายใน 3 ปี
สำหรับภาพรวมธุรกิจปี 2569 TIPH ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรวมอยู่ที่ 32,000-33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 5% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่ประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 2.5% การเติบโตดังกล่าวจะมาจากทั้งฐานธุรกิจเดิมและการขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดลูกค้ารายย่อย ซึ่งบริษัทมองว่ายังมีพื้นที่สำหรับการเติบโตอีกมาก หากสามารถนำผลิตภัณฑ์ประกันภัยไปเชื่อมโยงกับความต้องการในชีวิตประจำวันได้ตรงจุดมากขึ้น
ดร.สมพร ในฐานะ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวถึงโครงการประกันภัย ภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย ของรัฐบาลว่า หลักเกณฑ์การรับประกันยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ คปภ. และ รัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลมีนโยบายให้เริ่มเปิดรับประกันตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน นี้
โครงการดังกล่าวจะใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เฉพาะพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติสาธารณะ โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 500 บาทต่อหลังคาเรือน ครอบคลุมผู้มีสิทธิตามทะเบียนบ้านและที่อยู่อาศัยที่มีผู้อยู่ประจำประมาณ 30 ล้านครัวเรือน รวมถึงห้องชุด คอนโดมิเนียม ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 ล้านบาท และ ให้ความคุ้มครองความเสียหายสะสมสูงสุด 75,000 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปี