กระดานข่าว

“ทรีนีตี้” มองหุ้นไทยเดือน ก.ย. ผันผวนตามทิศทางปัจจัยต่างประเทศ ชู EPS แกร่งพยุงตลาด


01 กันยายน 2569

S__28893232_0.png

ทรีนีตี้มองตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายน อยู่ใน ภาวะผันผวน แต่มี Downside จำกัด” จากแรงกดดันด้านดอกเบี้ยและทิศทาง Fed ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดยังได้รับแรงหนุนจาก EPS ที่แข็งแกร่งและ Valuation ที่ยังไม่แพง ทำให้ระดับ SET ต่ำกว่า 1,600 จุด ยังเป็นจังหวะที่สามารถทยอยสะสมหุ้นได้ โดยมีกรอบแนวรับ 1,575 - 1,550 จุด และแนวต้าน 1,630 - 1,660 จุด

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัดกล่าวถึงทิศทางการลงทุนเดือนกันยายน 2569 ว่าประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index เดือนกันยายน 2569 ที่ 1,550-1,660 จุด โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,575 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,630 และ 1,660 จุด โดยมองระดับ 1,630 จุดเป็นระดับที่เหมาะสมในกรณีฐาน เมื่ออิง Forward PE Multiple ที่ 14.8 เท่า

จุดแข็งสำคัญของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้คือ แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่ยังแข็งแกร่ง โดย EPS ตาม Bloomberg Consensus อยู่ที่ประมาณ 110 บาทต่อหุ้น ขณะที่ SET Index บริเวณ 1,595 จุด คิดเป็น Forward PE เพียงประมาณ 14.5 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับเหมาะสมในกรณีฐานตาม PE Model ของทรีนีตี้ หากสมมติฐานดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 1.0% ทั้งนี้ ทรีนีตี้จึงมองว่า แม้ตลาดระยะสั้นจะถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก แต่ระดับ Valuation ปัจจุบันยังมีความน่าสนใจ และ EPS ที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน Downside ของ SET Index

นายณัฐชาต กล่าวว่า ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำผู้ลงทุนที่ได้ทยอยสะสมหุ้นบริเวณระดับ 1,600 จุดก่อนหน้านี้ สามารถถือครองต่อได้ และรอจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหาก SET Index ปรับตัวลงทดสอบบริเวณแนวรับ 1,575-1,550 จุด ส่วนผู้ลงทุนที่ยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นก่อนหน้านี้ สามารถใช้จังหวะที่ SET Index ช่วงต้นเดือนเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1,600 จุด ทยอยสะสมหุ้นได้ โดยเน้นกลุ่มที่มีแนวโน้ม Earnings Momentum ดีในระยะถัดไป ควบคู่กับหุ้น Oil & Gas ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่ยังมีโอกาสยืดเยื้อ

สำหรับหุ้นเด่นเดือนกันยายน ทรีนีตี้ให้น้ำหนัก 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. หุ้นเชื่อมโยงการลงทุนภาคเอกชนและ FDI ซึ่งยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ STECON, SEAFCO และ AMATA

  2. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมการส่งออกที่แข็งแกร่ง และมีความเสี่ยงจำกัดจากกรณีสหรัฐฯ เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้ากับไทยเพิ่มเติม จากประเด็นด้านกำลังการผลิตส่วนเกิน ได้แก่ HANA และ KCE

  3. กลุ่มปศุสัตว์ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากราคาสัตว์บกที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ได้แก่ CPF, GFPT และ TFG

  4. กลุ่ม Oil & Gas สำหรับใช้เป็นเครื่องมือ Hedging ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ได้แก่ BCP, SPRC และ TOP