กระดานข่าว

กรุงศรีปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 69 แตะ 2.1% จากลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก-มาตรการภาครัฐ


01 กันยายน 2569

วิจัยกรุงศรี.jpg

วิจัยกรุงศรีปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 สู่ 2.1% จากแรงส่งด้านการลงทุนและมาตรการภาครัฐ แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและภาวะเอลนีโญ  

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY)  กล่าวว่า  วิจัยกรุงศรีได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 สู่ระดับ 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1) เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองที่ขยายตัวดีกว่าคาด ประกอบกับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ซึ่งส่งผลบวกต่อการประมาณการ 

2) แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass อย่างไรก็ดี ผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจำกัด เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว โครงการด้านพลังงาน (เช่น โซลาร์เซลล์ และส่วนประกอบรถ EV) มักมีสัดส่วนการนำเข้าค่อนข้างสูง อีกทั้งอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในแต่ละปีงบประมาณมักอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก 

3) ภาวะเอลนีโญ ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคเกษตร ซึ่งส่งผลเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย อาทิ 

1) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง

2) ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในประเด็นการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน นอกจากนี้ ในรายงาน “The Great Transshipment Scam” ของสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 หรือประเทศที่มีการส่งผ่านสินค้าปริมาณสูงและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน ซึ่งเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะตรวจสอบการส่งออกสินค้าของไทยเข้มงวดขึ้น และอาจเสี่ยงต่อการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 

3) ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง

4) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว ทั้งนี้ แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ แต่ภาวะเอลนีโญและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอาจทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายที่ค่อนข้างมาก 

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี ตลอดช่วงที่เหลือของปี แม้อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570 ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ และอุปสงค์ในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัดๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ยังคงอ่อนแอ ดังนั้น นโยบายการเงินจึงมีแนวโน้มที่จะเอื้อต่อภาวะการเงินและช่วยประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป

ดังนั้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (Policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอน จึงมีความสำคัญต่อการรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

BAY