Talk of The Town

BCP เคลียร์ปมปัญหา “คลังน้ำมัน” ลงทุน 9 พันลบ. คุ้มค่ากว่าสร้างใหม่ “ชัยวัฒน์” ย้ำ อวานการ์ด ไม่มีเอี่ยว


27 พฤษภาคม 2569

BCP เคลียร์ปมปัญหา_S2T (เว็บ)_0.jpg

BCP ยันดีล BCPG ซื้อคลังน้ำมันกว่า 9 พันล้านบาท เป็นไปตามความโปร่งใส ชี้ไม่ได้ซื้อแพงเกินจริง แต่เป็นไปตามมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นกว่าในอดีต มองคุ้มค่ากว่าการสร้างใหม่ที่ต้องทุ่มเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ฝาก “ชัยวัฒน์” ออกตัวยันทุกดีลทุกโครงการจากอดีตถึงปัจจุบัน “อวานการ์ด แคปปิตอล” ไม่มีเอี่ยว

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยถึงประเด็นเข้าลงทุนของ BCPG ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

ขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ

โดยทำไมต้องให้ BCPG เป็นผู้ลงทุนนั้น เนื่องบริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

สำหรับในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัดระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 50% และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

และธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ขณะที่ ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ 

ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท 

ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท 

และส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามการประเมินของผู้ตรวจสอบบัญชีการเงินอิสระ

สำหรับมูลค่าการลงทุนหรือราคาซื้อขายในปี 2565 ที่สูงกว่าปี 2553 จาก 2 พันล้านบาท เป็น 9 พันล้านบาท เป็นไปตามมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่จัดเก็บเพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตร เป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต   

พร้อมกันนี้ จากการศึกษาข้อมูลและรับคำปรึกษากับที่ปรึกษาการเงินอิสระหลากหลายสถาบัน ได้ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวคุ้มค่ากว่า การลงทุนเองตั้งแต่เริ่มต้นก่อสร้างใหม่ทั้งหมดที่คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับโครงการดังกล่าวที่จะช่วยให้ BCPG เริ่มรับรู้รายได้ในทันทีตั้งแต่เข้าไปถือหุ้น

โดยโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี บริษัทประเมินว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนต่อปี (IRR) อยู่ที่ 8% ต่อปีซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมาก็สามารถสร้างรายได้อยู่ที่ 900 ล้านบาท ซึ่งแหล่งรายได้มาจากบริษัทแม่ที่เป็นผู้เช่าและผู้เช่ารายอื่นๆ

ทั้งนี้ สำหรับประเด็นส่วนตัวที่ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวข้องหรือการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการอิสระหรือ บริษัท อวานการ์ด แคปปิตอล ที่ตนเองเคยรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเมื่อในอดีต ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยตั้งแต่ตนเข้าทำงานในกลุ่มบริษัทบางจากและมีการทำดีลโครงการต่างๆตลอดที่ผ่านมา ไม่เคยมีการจ้างบริษัทดังกล่าวแม้แต่โครงการเดียว

BCP