Talk of The Town

3 หุ้นโรงไฟฟ้ากำไรอื้อซ่า! Q1 โกยหนักรวม 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโตสนั่นยกแผง


14 พฤษภาคม 2569

3 หุ้นโรงไฟฟ้า_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

ส่องผลการดำเนินงาน 3 หุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย ในช่วงไตรมาส 1/2569 พบว่า ทั้ง 3 บริษัทรายงานกำไรสุทธิเติบโตยกแผง โดยมีกำไรสุทธิรวมกันกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น GULF รายงานกำไร 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% ส่วน GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ฟาดกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% และ BGRIM ไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

เริ่มที่ GULF มีกำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จาก 6,564 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จาก 6,506 ล้านบาท 

โดย ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักๆ มาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 

ทั้งนี้กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น 

อีกทั้งบริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก 3,314 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 เป็นต้น

ส่วน GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนหน้า 

โดยภาพรวมปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำของธุรกิจ SPP หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปริมาณขายไอน้ำเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 6% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน BGRIM ไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2569 เติบโตต่อเนื่อง ด้วยปริมาณการขายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า คิดเป็น 3,763 กิกะวัตต์-ชั่วโมง จากปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว

อย่างไรก็ตาม รายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า 7.1% มาอยู่ที่ 12,726 ล้านบาท จากราคาขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และราคาขายไอน้ำที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง รวมถึงปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ลดลงของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ในสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับการชดเชยบางส่วนจากรายได้การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น

รวมถึงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ARECO กำลังการผลิต 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568