ตลท. ลุยยกเครื่องตลาดทุน เล็งลดช่วงราคาซื้อขายหุ้น พร้อมกำกับพฤติกรรมซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
_0.jpg)
ตลท. ยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขายตลาดทุน ชูเพิ่ม 2 มาตรการใหม่ ลดช่วงราคาซื้อขายของหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาท พร้อมกับเตรียมเก็บค่าธรรมเนียม บัญชีที่ส่งคำสั่งซื้อเกิน 30,000 รายการต่อวัน หรือส่งคำสั่งซื้อสูงเกินจริง รวมถึงปรับปรุง 3 มาตรการเดิม
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้การใช้บังคับตามมาตรการดังกล่าว สามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯในการสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ภายใต้วิสัยทัศน์ "The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities"
ดังนั้น เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในหัวข้อ "การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น" ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสาระสำคัญของมาตรการที่ทบทวนในครั้ง สรุปได้ดังนี้
โดยกลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness)และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน 1.ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
และเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากากกว่า 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30.000 รายการ/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้ละท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่ง คำสั่งซื้อขายและลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม
กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ฯ 1.ปรับปรุง Uptick Rule สำหรับการขายซอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้น ในวันทำการถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และด้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick
พร้อมกับทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW รวมไปถึงยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขายโดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ
กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม โดยขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Trade เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายวันเป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตาม ข้อเท็จจริงและสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายใต้อย่างเหมาะสม
ตามด้วยยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
รวมไปถึง ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Tigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่งไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์กำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Charge กับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น
ทั้งนี้ หลังจากปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 29 พ.ค. 69 ตลท. ก็ยังส่งให้ ก.ล.ต. เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วจะเริ่มใช้ได้ภายในไตรมาส 3/69 สำหรับมาตรการดังกล่าวหลังจากเริ่มใช้ จะคงบังคับมาตรการไว้หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงราว 18 เดือน
ยอดนิยม
กองทุนไทยขายโหด! 2 วันเทหุ้นไทยกว่า 9 พันลบ. ช็อก! ปี 69 ขายไปแล้ว 6.2 หมื่นล้าน
88TH ปิดสมุดผู้ถือหุ้นล่าสุด พบ "หนุ่ม กรรชัย" ยังถือหุ้นครบ เตรียมรับปันผลรอบนี้ 3.5 แสนบาท
IRPC กำไรสูงกว่าคาด! ฟาด 7.8 พันลบ. โบรกฯ ชี้จังหวะเหมาะ “ขายทำกำไร” เหตุช่วงที่เหลือยังเสี่ยง
DELTA-TRUE พลิกแรงซื้อ MSCI ฟาก ADVANC โดนหั่นน้ำหนัก ส่วน MRDIYT-TFG ได้เข้าคำนวณ