Talk of The Town

TOP กระอัก! สภาพคล่องหาย กว่า 3.1 หมื่นลบ. เหตุรองรับจัดซื้อน้ำมัน คาดช่วงที่เหลือของปีอาจขาดทุนสต็อก


11 พฤษภาคม 2569

TOP กระอัก!_S2T (เว็บ)_0.jpg

TOP เปิดทิศทางธุรกิจ แย้มไตรมาส 2/69 เสี่ยง! รับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน จับตาสภาพคล่องบริษัทลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท 

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 

ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า ความขัดแย้งตะวันออกกลาง มีโอกาสคลี่คลายลง ในช่วงไตรมาส 2/2569 ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่คาดไม่ลดลงไปจนระดับก่อนความขัดแย้งตะวันออกกลาง เบื้องต้นคาดการราคาน้ำมันดูไบจะเฉลี่ยที่ระดับ 77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

โดยคาดการณ์ว่า ไตรมาส 2/2569 ค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมัน จะอยู่ที่ระดับ 2.6 บาทต่อลิตร ลดลงจากไตรมาส 1/2569 ที่อยู่ระดับ 7.6 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่านับตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป มีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูงหากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต

ทั้งนี้แนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้ หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง บริษัทจะมีต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีโอกาสขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันดิบที่จะใช้ในการผลิตช่วงถัดไปเป็นน้ำมันดิบที่จัดหาล่วงหน้าในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. 2569 ที่มีราคาสูงหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจะเกิด ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน

ส่วนประเด็น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยบริษัทมีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท

ขณะที่ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งบริษัทได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี 

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องบริษัทลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

โดยบริษัทบริษัทเตรียมหาแหล่งเงินทุน เพื่อรองรับการบริหารจัดการเพิ่มเติม เบื้องต้นคาดว่าจะใช้แนวทางขอวงเงินกู้จากธนาคาร

สำหรับประเด็นการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ถ้ามีความเป็นไปได้ บริษัทก็อยากได้เงินส่วนนี้กลับมาซึ่งเบื้องต้นอยู่ระหว่างเจรจากับทางภาครัฐ อีกทั้งยังมองว่า การลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ไม่ควรเป็นมาตรการระยะยาว เชื่อเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่หากยืดยาว ควรเป็นไปตามกลไกลตลาด หรือราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงนาน และอยากให้ภาครัฐช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

ขณะที่ประเด็นการส่งออกน้ำมัน โดยในช่วงปกติที่ผ่านมา มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปราว 10% ซึ่งบริษัทมีการพูดคุยกับภาครัฐต่อเนื่อง และมองว่า ในระยะยาว หากความต้องการในประเทศไม่สูงเท่าการผลิต และถ้าไม่เปิดให้มีการส่งออก จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้

ด้านนาง วนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี TOP เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้เตรียมแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เบื้องต้นบริษัทมีการจัดหาแหล่งเงินทุนไว้รองรับเพิ่มเติม โดยเป็นการกู้เงินระยะสั้นจากธนาคาร ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดราว 70,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่ายังเพียงพอ โดยบริษัทไม่ต้องออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตามต้นทุนการเงินปัจจุบันมีอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4%

TOP