SCC ไตรมาส 1/69 โชว์ EBITDA กว่า 1.74 หมื่นลบ. ผนึก PTTGC เล็งตั้งบริษัทร่วมทุน ลุยธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศไทย

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) SCC รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/69 ว่า บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA ของไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท แม้จะอยู่ภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนทั่วโลก
ในขณะที่ Reported EBITDA อยู่ที่ 17,499 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 12,889 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมาจากกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจีเคมิคอลส์ (เอสซีจีซี) ต้นทุนการผลิตที่ลดลงของเอสซีจีซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์และเอสซีจีพี
ประกอบกับการปรับขึ้นราคา ปูนซีเมนต์และการขยายผลิตภัณฑ์กรีน เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ในขณะที่การพัฒนาตลาดและสินค้า คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products) ส่งผลบวกต่อผลประกอบการ
สำหรับในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท ซึ่งดีกว่ากำไรจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมาจากต้นทุนการผลิตซีเมนต์ที่ลดลง ประกอบกับการขึ้นราคาปูนซีเมนต์และผลประกอบการในประเทศอินโดนีเซียของเอสซีจีพีเพิ่มขึ้นและดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าจากความต้องการตามฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์
นอกจากนี้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) SCC ขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด
ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding Memorandum of Understanding) (หรือ “MoU”) กับ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน: Polyethyleneและพอลิโพรพิลีน: Polypropylene) ในประเทศไทย
โดยขอบเขตของโครงการร่วมทุนจะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทยซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้องของ SCGC ในธุรกิจดังกล่าว และธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ PTTGC ในประเทศไทย
ทั้งนี้โครงการร่วมทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกด้วยปัจจัยสนับสนุนจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความเป็นเลิศในด้านการดำเนินงาน โดยอาศัยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น อันจะส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ MoU ดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยการทำธุรกรรมใดๆยังคงขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบสภาพกิจการ การเจรจารายละเอียดเพิ่มเติม การเข้าทำสัญญาที่เกี่ยวข้องและการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต)
โดย SCGC คาดว่าการศึกษาโครงการร่วมทุนจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยในระหว่างนี้บริษัททั้งสองจะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายแข่งขันทางการค้าหากมีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญเพิ่มเติม SCC จะเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องต่อไป