กระดานข่าว

ธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 กำไร 14,667 ล้านบาท


21 เมษายน 2569

KBank-CEO.jpg

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแรงลงทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังหดตัว ขณะที่ภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีความเปราะบางมากขึ้น

สำหรับภาพรวมทั้งปีคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% - 1.2% (ตัวเลขประเมิน ณ เดือนเมษายน 2569) ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมทุกมิติที่ลูกค้าต้องการ อีกทั้งธนาคารมีการติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 876 ล้านบาท หรือ 6.35% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99% โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต การลดลงของกำไรสุทธินั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด และธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 2568 รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ยังชะลอตัว นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เติบโตในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2) รายได้จากการลงทุนที่เกิดจากการทำกำไรในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย และ 3) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 773 ล้านบาท หรือ 3.85% โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่ลดลงสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตามแผนที่ดำเนินการ ควบคู่กับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 38.93% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น จึงตั้งสำรองฯ ในไตรมาสนี้จำนวน 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และสอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารได้สื่อความไว้

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 956 ล้านบาท หรือ 2.90% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 17,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,625 ล้านบาท หรือ 17.57% ซึ่งหากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะมีจำนวน 16,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,156 ล้านบาท หรือ 7.74% สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และรายได้จากการลงทุน ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,748 ล้านบาท หรือ 16.28% โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลของค่าใช้จ่ายในไตรมาสก่อน ประกอบกับการควบคุมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 9,823 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,539,958 ล้านบาท ลดลงจำนวน 18,660 ล้านบาท หรือ 0.41% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่จากรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และเงินให้สินเชื่อสุทธิที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 171.72% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่  31 มีนาคม 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.95%