Talk of The Town

ส่องคาดการณ์งบไตรมาส 1/69 SCC-SCGP


17 เมษายน 2569

ส่องคาดการณ์ SCC-SCGP_S2T (เว็บ) copy.jpg

เข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน จะเป็นช่วงที่หุ้นกลุ่มธนาคารจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ซึ่งเป็นที่จับตามองของกลุ่มนักลงทุน แต่ก็ยังมีกลุ่มบริษัทแม่ลูกอีกหลายบริษัทที่นักลงทุนให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยที่หลายคนก็ติดตามผลงานรายไตรมาส

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า SCC จะรายงานผลการดำเนินไตรมาส 1/69 ที่แข็งแกร่ง โดยจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,396 ล้านบาท เติบโต 391% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และขาดทุน 3.7 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/68 

โดยมีสมมติฐาน ดังนี้ธุรกิจปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์จากการรับรู้กำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่เป็นไปได้ตามแนวโน้มราคาแนฟทา (naphtha) ที่สูงขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยปริมาณขายรวมของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่น่าจะได้ผลกระทบจากการประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ของโรงแครกเกอร์ระยองโอเลฟินส์ (ROC)

พร้อมทั้ง คาดว่าสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่านจะส่งผลต่ออุปทานโลกของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ทรงตัวในระดับสูงในไตรมาส 2/69

นอกจากนี้ คาดว่ากำไรปกติของ SCC จะเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 2/69 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงหนุนของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่สูงขึ้น ในขณะที่ เชื่อว่าโรงแครกเกอร์ของบริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด (MOC) และ Long Son Petrochemical (LSP) จะสามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอและไม่ต้องประกาศ force majeure

ดังนั้น จึงได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 ขึ้น 68% และ 32% เป็น 1.66 หมื่นล้านบาท และ 1.41 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนสมมติฐาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่สูงขึ้นโดย คาด HDPE spread จะอยู่ในช่วงที่สูงขึ้นที่ 375-380 ดอลลาร์ต่อตัน ในปี 2569-2570 จากเดิม 345-355 ดอลลาร์ต่อตัน และปริมาณขายรวมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (PE, PP, PVC) จะสูงขึ้น 8%-12% เป็น 3.09-3.12 ล้านตัน

พร้อมกับ ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ขาย” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 250 บาท เดิม 165 บาท โดยได้ปรับเป้าหมาย P/BV ของธุรกิจปิโตรเคมีขึ้นเป็น 0.82 เท่า จากเดิม 0.37 เท่า เพื่อสะท้อนภาพรวมธุรกิจปิโตรเคมีที่เปลี่ยนจากอุปทานส่วนเกิน (oversupply) เป็นอุปทานขัดข้อง (supply shortage) จากผลกระทบของสงครามอิสราเอลกับสหรัฐฯ-อิหร่านซึ่งส่งผลให้ olefins spread จะทรงตัวสูงได้ตลอดปี

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่า SCGP จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่แข็งแกร่งหรือที่ 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกัน หนุนโดยความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นจากผลกระทบที่ล่าช้า (lag effect) ของราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) 

โดย SCGP จะรายงานอัตราการทำกำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/69 โดยมีแรงหนุนจาก lag effect ของราคา RCP ที่อ่อนตัวระหว่างปี 2568 ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยปริมาณขายรวมที่อ่อนตัวจากไตรมาสก่อน จากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานผลิตเยื่อเคมีละลาย (Dissolving pulp)

และบริษัท PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) น่าจะเห็นปริมาณขายที่เติบโตจากช่วงเดียวกันในไตรมาส 1/69 หนุนโดยอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน EBITDA margin น่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อน หลังมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดการพลังงานในไตรมาส 4/68

สำหรับผลประกอบการ 2/69 แม้เชื่อว่าปริมาณขายรวมจะอ่อนตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ profitability ของบริษัทน่าจะยังทรงตัวในระดับสูงได้เนื่องจากต้นทุนของวัตถุดิบที่ต่ำอยู่ คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 ที่ 4.6 พันล้านบาท และ 5.0 พันล้านบาท ตามปริมาณขายรวมที่เติบโต, ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่สูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 23 บาท 

ส่องคาดการณ์ SCC-SCGP_S2T (เพจ).jpg